ครม.ไฟเขียวเก็บค่าใช้น้ำชลประทานที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตร จากอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาความเรียบร้อยแล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน เพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่น ที่ไม่ใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง ซึ่งกิจกรรมการใช้น้ำดังกล่าว เข้าหลักเกณฑ์เป็นการใช้น้ำประเภทที่ 2 ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่น ซึ่งผู้ใช้น้ำมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทที่ 2 และประเภทที่ 3 (การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง)

ดังนั้น เมื่อมีการใช้น้ำประเภทที่ 2 ในทางน้ำชลประทาน จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกกฎกระทรวงฯ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน เพื่อให้มีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานกับผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์

“การเก็บค่าชลประทาน จะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคุ้มครองทางน้ำชลประทาน ควบคุมคุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำ ให้มีความเหมาะสมในการบริหารจัดการและการจัดสรรน้ำ ทั้งในด้านเกษตรกรรมและภาคธุรกิจอื่น” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

ทั้งนี้ โครงการชลประทานสกลนคร รายงานว่า มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่มีใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน มีปริมาณความจุ 2.900 ล้าน ลบ.ม. ใช้ประโยชน์ในเทศบาลเจริญศิลป์ จำนวน 0.360 ล้าน ลบ.ม./ปี และใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม จำนวน 2.540 ล้าน ลบ.ม./ปี รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1,350 ไร่ ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บกักลดลง ดังนั้น การจัดเก็บค่าชลประทาน จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)