
นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดพักตัวหลังขึ้นมาในระดับหนึ่ง และยังมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและยุโรปที่ขัดแย้งและตอบโต้กลับกัน ส่งผลกดดันตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้และตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวลงตาม อีกทั้งเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่มีความไม่แน่นอน พร้อมให้แนวต้าน 1,300-1,310 จุด แนวรับ 1,270-1,280 จุด
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าอาจจะเป็นการพักตัว
หลังจากปรับขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว และภาพของการลงทุนทั่วโลกก็มีแรงกดดันจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและยุโรป ซึ่งยังมีความขัดแย้งและการตอบโต้กลับกัน
โดยตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้าวันนี้ก็เปิดมาปรับตัวลง ตามตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้ที่ปรับตัวลงแรง และจะเห็นว่าเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะทองคำ ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้วันนี้ตลาดหุ้นอาจจะเป็นการพักตัวได้
โดยให้แนวต้าน 1,300-1,310 จุด แนวรับ 1,270-1,280 จุด
ด้าน บล.เอเอสแอล ประเมิน SET Index แกว่งตัว sideway ในกรอบ 1,285-1,310 จุด อาจเห็นการพักตัวหลังไม่สามารถยืนเหนือระดับจิตวิทยาที่ 1,300 ได้ อาจเห็นแรงขายเล่นรอบบางส่วน ท่ามกลางความกังวลประเด็นที่กรีนแลนด์และการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมของทรัมป์ กดดันบรรยากาศการลงทุน ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิต่อเนื่องมา 5 วันติด อาจชะลอแรงซื้อบางส่วน ระดับ Forward P/E ใกล้ 14 เท่า สะท้อน Valuation เริ่มตึงตัว รวมถึงอยู่ในช่วงรายงานผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ BBL รายงานงบออกมาต่ำคาดอย่างมาก อาจกดดันให้เกิดแรงขายของกลุ่มแบงก์หลังปรับตัวขึ้นต่อดนื่อง
แต่อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในแง่ปันผลเด่น และล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งสัญญาณปรับเกณฑ์ HFT , Robot trade เป็นจิตวิทยาเชิงบวก
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (20 ม.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,488.59 จุด ลดลง 870.74 จุด หรือ -1.76%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,796.86 จุด ลดลง 143.15 จุด หรือ -2.06% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,954.32 จุด ลดลง 561.07 จุด หรือ -2.39%
- ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้า ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 52,228.08 จุด ลดลง 763.02 จุด หรือ -1.44%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,397.04 จุด ลดลง 90.47 จุด หรือ -0.34% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,103.53 จุด ลดลง 10.12 จุด หรือ -0.25%
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (20 ม.ค.) 1,296.37 จุด เพิ่มขึ้น 13.17 จุด (+1.03%) มูลค่าซื้อขาย 52,626.54 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (20 ม.ค.) 3,662.06 ล้านบาท
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. (20 ม.ค.) เพิ่มขึ้น 90 เซนต์ หรือ 1.51% ปิดที่ 60.34 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (20 ม.ค.) อยู่ที่ 4.68 เหรียญ/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 31.03 ทิศทางแข็งค่า หลังทองพุ่งไม่หยุด คาดกรอบวันนี้ 30.90-31.15
- “เงินต่างชาติ” วิ่งเข้า “หุ้นไทย” และ “เงินบาท” ในคราวเดียว สะท้อนดัชนีฯ พุ่งเหนือ 1,300 จุด หลังฟันด์โฟลว์ไหลเข้า 5 วันติดเฉียด “หมื่นล้าน” ด้าน “ไพบูลย์” เตือนเป็นแรงเข้าเก็งกำไร ระยะสั้น “กรุงศรี” ชี้ “บาทแข็ง” แตะ 31.07 บาท ทุบสถิติรอบ 3 สัปดาห์ รับอานิสงส์ “ทองคำ” พุ่งทะลุ 70,000 บาท ทำออลไทม์ไฮสูงสุดเป็นประวัติการณ์ “ธปท.” ผ่อนเกณฑ์นำรายได้เข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์ หวัง “ลดบาทแข็ง” ด้าน “สรท.” ชี้เงินทุนไหลเข้าไทยกดดันค่าบาทจับตา “ธปท.” ออกมาตรการสกัดเงินร้อน
- กระทรวงพลังงานร่างหลักเกณฑ์ปิดช่องดาต้าเซ็นเตอร์ 40 โครงการ เม็ดเงินลงทุนกว่า 8 แสนล้านไม่ลงทุนจริง ให้วางเงินค้ำประกันป้องกันความเสี่ยง ก่อนรัฐควักเงินลงทุนจัดหาไฟฟ้าสะอาด-น้ำ หวั่นยื้อซื้อเวลาลงทุน ทำรัฐเสียงบประมาณฟรี ระบุหลักเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว แต่ยุบสภาเสียก่อน ด้านบีโอไอไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่เป็นภาระนักลงทุนเกินไป ขณะที่การนิคมฯเห็นด้วย ชี้เป็นเงื่อนไขที่ประเทศได้ประโยชน์
- “เอกนิติ” นำทีมไทยแลนด์ บุกดาวอส สร้างความเชื่อมั่นไทยบนเวที WEF หารือธนาคารโลก พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank ต.ค.นี้ ถก 4 ยักษ์เทคโนโลยี AWS Microsoft TikTok HCL ต่อยอดดิจิทัล คลาวด์ AI ทักษะบุคลากรไทย “ซีอีโอไทย” แห่ร่วมเกาะติดทิศทางโลก “บิทคับ” จัดเวทีธุรกิจไทยเชื่อมโลก
- กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้ผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 โดยได้ขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศของคนไทยและผู้ประกอบการไทยที่ไม่ต้อง นำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง ซึ่งมูลค่าธุรกรรมการส่งออกที่ต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
- สนค.ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดกรณีสหรัฐฯ ต้องการยึดกรีนแลนด์ พร้อมเตรียมใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.69 และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือน มิ.ย.69 กับ 8 ประเทศยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปเตรียมใช้มาตรการตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93,000 ล้านยูโร หรือเกินกว่า 3 ล้านล้านบาท และใช้กลไกอื่นๆ เพิ่ม
- เปิดยอดการลงทุนต่างชาติปี 68 ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.24 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 42% โดยญี่ปุ่นเป็นชาติลงทุนสูงสุด รองลงมาเป็นสิงคโปร์ จีน อเมริกา และฮ่องกง ส่วนยอดจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2.68%
หุ้นเด่นวันนี้
- PRM (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.80 บาท ภาพการเติบโตได้แรงหนุนจากธรกิจเรือสนับสนุนงานกลางทะเล (OSV) จากดีมานด์แข็งแกร่งโดยเฉพาะตะวันออกกลาง มีสัญญาระยะยาวรองรับ ส่วนธุรกิจขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมีเหลวยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก ด้านธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (FSU) ช่วยหนุน Gross Margin คาดกำไรปกติปี 69-70 เติบโต 14% y-y และ 7% y-y ตามลำดับ จากการับรู้รายได้เรือใหม่เต็มปีและมีการขยายองเรือเพิ่ม ด้าน Valuation น่าสนใจ เทรด PER เพียง 7-8 เท่า และคาดให้ Dividend Yield สูงราว 7% ต่อปี เป็นหนึ่งใน Top Pick หุ้นปันผล
- TOA (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 17.70 บาท กำไรสุทธิไตรมาส 3/68 ที่ 688 ล้านบาท +6%QoQ, +266%YoY หนุนจากยอดขายที่กลับมาเติบโต YoY จากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ GPM ระดับ 38% หนุนจากต้นทุน TiO2 และ Oil link ลดลง แนวโน้ม Q4/68 คาดยังได้ประโยชน์ต้นทุนลดลง ส่วนรายได้คาดโต QoQ, YoY จากตลาดเมียนมาและเวียดนาม ส่วนไทยคาดมี demand ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม แนวโน้มปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้ในไทย +2%ToT และต่างประเทศ +10%YoY ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 2.7 พันล้านบาท +39%YoY และ 2.9 พันล้านบาท +9%YoY
- TTB (ดีบีเอสฯ)”ถือ” ราคาพื้นฐาน 1.96 บาท กำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ดีกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ (+5% y/y, -1% q/q) จากรายได้ Fee&non-NII สูงกว่าคาด และสำรอง ECL ต่ำคาด ทั้งปี 68 กำไรสุทธิ 20.6 พันล้านบาท (-2% y/y) แม้ non-NII สูงขึ้นและ ECL ลดลง แต่ NII ต่ำลงและอัตราภาษีฯสูงขึ้น คุณภาพสินทรัพย์บริหารจัดการได้ NPL ratio ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.87% สิ้นไตรมาส 4/68 (จาก 2.81% สิ้น Q3/68) เงินกองทุนแข็งแกร่ง CAR สูงที่ 19.5% ให้คาด DY ประมาณ 7% ต่อปี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)





