
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย [KBANK] เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 49,565 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลง 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 137,152 ล้านบาท ลดลง 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23%
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักเกิดจาก 1) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่เติบโตขึ้น 2) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโต ส่วนใหญ่จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อย รวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 3) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ และรายได้จากการลงทุน ด้วยนโยบายการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด
สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56%
นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลง 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
ในไตรมาส 4/68 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ 24,825 ล้านบาท ลดลง 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง 10,265 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 4/68 จึงมีจำนวน 10,278 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อย เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญแรงกดดันทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยลบที่ทยอยเข้ามากระทบตลอดทั้งปี โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาด นอกจากนี้ สัญญาณจากการใช้จ่ายภายในประเทศยังมีทิศทางอ่อนแรงลง โดยการบริโภคภาคครัวเรือนเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และปัจจัยการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน แม้ว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวสูงจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะช่วยผ่อนคลายภาระทางการเงินของลูกหนี้บางส่วน แต่แรงหนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบของปัจจัยภายนอกที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สงครามการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกดดันให้ภาคการส่งออกของไทยหดตัวลง ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งการบริโภคและการลงทุน ยังถูกจำกัดด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแม้ยังมีบทบาทพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มแรงหนุนได้ไม่มาก
ท่ามกลางความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐในโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)





