หุ้นไทยปิดเช้าพุ่ง 19 จุดยืนแกร่งเหนือ 1,300 เงินนอกทะลักเข้าหนีความเสี่ยงโลกผันผวน

SET ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,315.37 จุด เพิ่มขึ้น 19.00 จุด (+1.47%) มูลค่าซื้อขายราว 37,390 ล้านบาท นักวิเคราะห์เผยเช้านี้ตลาดหุ้นไทยยังเดินหน้าบวกต่อเนื่องและดีกว่าภูมิภาค จากหุ้นไทยยัง Laggard, Valuation ถูก และอัตราผลตอบแทนจากปันผลสูง ขณะที่ตลาดหุ้นโลกผันผวนเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งสหรัฐ-ยุโรปผลักดัน Fund Flow โยกเข้าเอเชีย ช่วงบ่ายตลาดยังมีโมเมมตัมเป็นบวก ให้แนวต้านสำคัญที่ 1,320 จุด แนวรับที่ 1,285 จุด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,315.37 จุด เพิ่มขึ้น 19.00 จุด (+1.47%) มูลค่าซื้อขายราว 37,390 ล้านบาท

การซื้อขายช่วงเช้า ดัชนีปรับขึ้นไปมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำจุดสูงสุด 1,317.56 จุด และต่ำสุด 1,299.64 จุด

นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้บรรยากาศเป็นบวก และขึ้นมาได้ดีกว่าตลาดภูมิภาค น่าจะมาจากภาพอยู่ในกลุ่มตลาดที่ยัง Laggard หุ้นโลก และมีอัตราผลตอบแทนติดลบต่อเนื่องในปี 68 เป็นสัญญาณว่าคงไม่ได้แย่ไปกว่านี้แล้ว

ช่วงสั้นมองว่าตลาดบ้านเรามี Valuation ถูก หุ้นกลายกลุ่ม P/E ไม่สูง และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5-7% ขณะที่ตลาดหุ้นโลกเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอน ทำให้เม็ดเงินลงทุนโยกย้ายเข้ามาในหลุมหลยภัยเพื่อพักเงินไว้ โดยจะเห็นว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา Fund Flow ต่างชาติเข้ามาต่อเนื่อง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและยุโรปกรณีกรีนแลนด์ ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งได้รับผลกระทบน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดเอเชีย และมีสัดส่วนหุ้นอิงพลังงานสูง แม้ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งขึ้นแต่ก็ทรงตัวไม่ได้ปรับตัวลงแรง ทำให้กระแสเงินสดในกลุ่มพลังงานยังแข็งแรง เก็งอาจให้ผลตอบแทนจากปันผลในระดับ 6-7% ฉะนั้น จึงเห็นภาพการฟื้นตัวช่วงสั้นทั้งกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น ปิโตรเคมี รวมถึงหุ้นกลุ่มปลอดภัย ได้แก่ การแพทย์ โรงไฟฟ้า และหุ้นที่ให้ผลตอบแทนปันผลสูง

ส่วนหุ้นกลุ่มที่อิงการบริโภคภายในประเทศมมีสัญญาณอ่อนแอตามภาพรวมเศรษฐกิจไทย รายได้เกษตรกรตั้งแต่ปลายปีก่อนหน้าจนถึงขณะนี้ยังไม่ค่อยดี เป็นปัจจัยถ่วงหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มไฟแนนซ์

ขณะที่กลุ่มแบงก์ เผชิญแรงขายจากแรงกดดันการเติบโตของสินเชื่อต่ำ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการเก็งกำไรจากความคาดหวังเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน แต่ยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนให้ไปต่อ อย่างไรก็ตาม คาดว่าน่าจะมีแรงเก็งกำไรอีกรอบในช่วงปลายเดือน ก.พ. เพื่อรอติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และการประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรัลผลประกอบการปี 68

แนวโน้มการลงทุนช่วงบ่ายโมเมมตัมยังเป็นบวกต่อเนื่อง ให้แนวต้านสำคัญ 1,320 จุด แนะเก็งกำไรได้ถ้าไม่หลุดแนวรับ 1,285 จุด

 

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

BBL มูลค่าการซื้อขาย 5,803.98 ล้านบาท ปิดที่ 160.50 บาท ลดลง 10.00 บาท

DELTA มูลค่าการซื้อขาย 4,185.89 ล้านบาท ปิดที่ 186.50 บาท เพิ่มขึ้น 15.00 บาท

KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,467.82 ล้านบาท ปิดที่ 190.20 บาท ลดลง 1.50 บาท

SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,964.34 ล้านบาท ปิดที่ 138.00 บาท ลดลง 1.50 บาท

KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,454.15 ล้านบาท ปิดที่ 28.50 บาท ลดลง 0.50 บาท

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)