
ปัญหาเศรษฐกิจไทย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และโจทย์หินสุด ในการวัดฝีมือรัฐบาลชุดถัดไป ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูง ค่าครองชีพดีดตัว และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กว้างขึ้นจนน่ากังวล
นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เมื่ออนาคตและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของคนไทย 66 ล้านคน กำลังจะอยู่ในกำมือของผู้นำรัฐบาลคนใหม่ “อินโฟเควสท์” พาไปส่องนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของ 4 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ใครกันที่จะล้างหนี้ให้เห็นผลได้จริง? ใครจะแก้ค่าไฟแพงให้อยู่หมัด? และ “สูตรเติมเงิน” ในกระเป๋าแบบไหน? ที่จะหล่อลื่นกำลังซื้อในประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้
กางนโยบายเศรษฐกิจ เทียบหมัดต่อหมัด 4 พรรคใหญ่
1. มาตรการด้านพลังงาน
- พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.70 บาท ผ่านการเปิดเสรีโซลาร์ และจัดหา LNG ราคาถูก
- พรรคภูมิใจไทย: ตั้งเป้าค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) ผ่านโซลาร์เซลล์ชุมชน
- พรรคประชาชน: เน้นการปฏิรูปตลาดไฟฟ้า ให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง เพื่อทลายการผูกขาด
- พรรคประชาธิปัตย์: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.50 บาท ใช้ระบบ Smart Grid และส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป 5 ล้านหลังคาเรือน
2. มาตรการลดค่าครองชีพ-กระตุ้นบริโภค
- พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70 : 30” รัฐจ่ายให้ 70% ประชาชนจ่ายเอง 30% โดยเติมเงินผ่านแอป “เป๋าตัง” ให้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้ยื่นภาษี กลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบภาษี และผู้มีสัญชาติไทย และมีอายุ 16 ปีขึ้นไป รถถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (8 สายหลัก) และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท
- พรรคภูมิใจไทย: สานต่อ “คนละครึ่งพลัส”, ค่าเดินทางเหมาจ่ายจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ 40 บาทตลอดวัน
- พรรคประชาชน: ผลักดัน “ตั๋วร่วม” 8-45 บาท ตลอดการเดินทางเชื่อมต่อรถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้า
- พรรคประชาธิปัตย์: รถไฟฟ้าและรถเมล์ ค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว และตั๋วเดือนราคา 990 บาท
3. การเพิ่มรายได้-สวัสดิการประชาชน
- พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมรายได้ให้ถึงเส้นความยากจน 36,000 บาท/ปี และ “หวยเกษียณ” ใบละ 50 บาท เป็นเงินออมที่จะคืนให้ทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปี
- พรรคภูมิใจไทย: บัตรสวัสดิการพลัส (บัตรคนจน) สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิในก่อนหน้านี้
- พรรคประชาชน: กำหนดสูตรค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี ตามค่าครองชีพ และลดชั่วโมงทำงานเหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ และมีคูปองพัฒนาทักษะแรงงาน 5,000-20,000 บาท
- พรรคประชาธิปัตย์: “ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สำหรับผู้มีเงินได้ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน และ “ประกันรายได้แรงงาน” โดยรัฐจ่ายส่วนต่างค่าครองชีพตามพื้นที่จังหวัด โดยไม่เพิ่มภาระให้นายจ้าง
4. นโยบายการแก้หนี้-ล้างหนี้
- พรรคเพื่อไทย: เสนอมาตรการ “ล้างหนี้เสียประชาชน” หนี้ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาทค้างชำระเกิน 1 ปี ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท และโครงการ “ล้างหนี้นอกระบบ” ให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาทปิดหนี้นอกระบบ รวมถึงการ “พักหนี้เกษตรกร” ทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท
- พรรคภูมิใจไทย: สานต่อนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ตั้งกองทุนจัดการหนี้เสีย (NPL) ที่เป็นปัญหาสะสม ให้ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อม “พักหนี้ 3 ปี หยุดเงินต้น ปลอดดอกเบี้ย” พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับลูกหนี้รายย่อยในระบบ
- พรรคประชาชน: เสนอแก้หนี้เสียด้วย “คูปองแก้หนี้” เพื่อลดดอกเบี้ยและเงินต้น พร้อมค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนในภาคเกษตรกรรมมีนโยบาย “อายุ 70 ปลดหนี้ทันที” และลดหนี้ 20% เมื่อเกษตรกรลงทุนในระบบน้ำหรือปลูกป่า พร้อมคืนดอกเบี้ย 10% ให้แก่ผู้ที่มีประวัติการจ่ายดี
- พรรคประชาธิปัตย์: เน้นการ “หยุดดอกเบี้ย-พักหนี้กลุ่มเปราะบาง” นาน 3 ปี โดยเงินที่รัฐจ่ายแทนจะถูกนำไปหักเงินต้น และปฏิรูประบบสินเชื่อด้วย “Credit Scoring” ที่วิเคราะห์จากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการจ่ายค่าน้ำไฟแทนประวัติหนี้เดิม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น
5. สนับสนุนภาคธุรกิจ-SMEs
- พรรคเพื่อไทย: ผลักดันมาตรการ “SME First KPI” กำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างจาก SME ไทยไม่น้อยกว่า 30% และให้แต้มต่อด้านราคาในการประมูล e-bidding
- พรรคภูมิใจไทย: ชูนโยบาย “เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส” สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสร้างความเป็นธรรมด้านค่า GP เสริม Business Matching
- พรรคประชาชน: ใช้ระบบ “หวยใบเสร็จ” กระตุ้นยอดขาย SMEs โดยผู้ซื้อสะสมครบ 500 บาทได้รับหวย 1 ใบ และร้านค้าได้รับหวย 1 ใบต่อยอดขาย 5,000 บาท พร้อมปฏิรูปภาษีขยายเพดาน VAT เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี และเพิ่มอัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็นสูงสุด 90%
- พรรคประชาธิปัตย์: นำเสนอ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง” กำหนดสัดส่วนสินค้าไทยในงบรัฐไม่น้อยกว่า 60% และใช้ระบบ “Super Licensing” ใบอนุญาตเดียวจบเพื่อลดขั้นตอนธุรกิจ รวมถึงใช้ “RWA Tokenization” เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
6. นโยบายภาคเกษตร
- พรรคเพื่อไทย: “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุน
- พรรคภูมิใจไทย: นำเสนอระบบ “บาร์เตอร์เทรด” (Barter Trading) โดยใช้สินค้าเกษตรแลกเปลี่ยนกับการจัดซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อพยุงราคาพืชผล
- พรรคประชาธิปัตย์: นโยบาย “ประกันรายได้” พืช 5 ชนิด โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีโดยตรงภายใน 7 วัน
- พรรคประชาชน: นโยบายบริหารจัดการ “กองทุนแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำตามช่วงฤดูกาล” เพิ่มงบกองทุนหมุนเวียน 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเข้าซื้อและดูดซับผลผลิตส่วนเกินก่อนราคาดิ่งลง ช่วยพยุงราคาพืชผลให้มีเสถียรภาพ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)





