เลือกตั้ง’69: เพื่อไทย งานเข้า!! เรืองไกร-ศรีสุวรรณ แท็กทีมร้องกกต. สอบนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” เสี่ยงผิดกม.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ และนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” ของพรรคเพื่อไทย ที่เปิดตัวบนเวทีปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 69 โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ ทั้งในประเด็นการแจ้งรายละเอียดนโยบายล่าช้า การเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ และความเสี่ยงในการมอมเมาประชาชนด้วยลักษณะที่คล้ายกับการพนัน

นายเรืองไกร ระบุว่า นโยบายนี้ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมาก จากการแจกรางวัลเงินล้านแก่ผู้โชคดีวันละ 9 คน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้าระบบภาษีและเศรษฐกิจในระบบ นอกจากนี้ ที่สำคัญ ตั้งข้อสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการรายงานต่อ กกต. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ส.ส. ตามที่กำหนดใน ประกาศ กกต. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 วรรคสอง หรือไม่ ซึ่งหากว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้แจ้งรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น วงเงินที่ใช้ ที่มาของเงิน ความคุ้มค่า ประโยชน์ ผลกระทบ หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 57 วรรคสอง และมีโทษตามมาตรา 121 ปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับเพิ่มวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะดำเนินการถูกต้อง

ขณะที่นายศรีสุวรรณ ระบุว่า การหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เข้าข่ายเป็นการหาเสียง สัญญาว่าจะให้ และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 หรือไม่

นโยบายแจกเงินดังกล่าว แม้พรรคเพื่อไทยจะพยายามอธิบายว่าไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ของประเทศในระยะยาวก็ตาม แต่ข้อมูลพื้นฐานของบุคคล 4 กลุ่มแรกนั้น หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งการลงทะเบียนกลุ่มเกษตรกร กลุ่ม อสม. ชรบ. ทหารผ่านศึก ฯลฯ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้เสียภาษีให้รัฐทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และการอ้างว่านโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1-2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5-25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาลนั้น เป็นเรื่องเพ้อฝันเหมือนนโยบายแจกเงินหมื่นที่คุยว่าจะทำให้เศรษฐกิจหมุน 5 รอบ 6 รอบหรือไม่ เพราะทุกวันนี้เงินที่ประชาชนจะนำมาจับจ่ายใช้สอยก็แทบจะไม่มี มีแต่หนี้กันทั้งประเทศทั้งนั้น

ดังนั้น การชูนโยบายหาเสียงดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงโดยมอมเมาประชาชนให้เฟ้อฝันคอยมาลุ้นถูกรางวัลเงินล้านในทุกวัน อันอาจถือได้ว่าเข้าข่าย “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งเป็นห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบกับอาจเข้าข่ายเป็นการพนัน ตาม พรบ.การพนัน 2478 ซึ่งเป็นข้อห้ามอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลกระทบของสังคมส่วนรวม

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ม.ค. 69)