ยอดเหยื่อพายุฤดูหนาวรุนแรงทั่วสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 28 รายแล้ว

มียอดผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศรุนแรงตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างน้อย 28 รายแล้ว หลังพายุฤดูหนาวโหมกระหน่ำทั่วสหรัฐฯ ก่อให้เกิดหิมะตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง เที่ยวบินถูกยกเลิก และสถานศึกษาปิดทำการ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตดังกล่าว รวมถึงผู้เคราะห์ร้าย 2 รายที่ถูกรถกวาดหิมะชนที่รัฐแมสซาชูเซตส์และโอไฮโอ และอุบัติเหตุจากการเล่นเลื่อนหิมะในรัฐอาร์คันซอและเท็กซัส ขณะที่ในนครนิวยอร์ก เจ้าหน้าที่ระบุว่า พบผู้เสียชีวิตในพื้นที่กลางแจ้ง 8 ราย เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วในตอนกลางคืน

นอกจากนี้ พื้นผิวถนนที่ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัฐแมสซาชูเซตส์ทางตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงรัฐเท็กซัสทางตอนใต้ ยังจับตัวเป็นน้ำแข็งจนลื่นและมักถูกปกคลุมด้วยหิมะที่สูงกว่า 30 เซนติเมตร ขณะที่บางรัฐทางตอนใต้ ประชาชนต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเหน็บอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี

ข้อมูลจากเว็บไซต์ poweroutage.com ระบุว่า มีผู้ใช้ไฟฟ้าเกือบ 700,000 ราย ตั้งแต่ภูมิภาคมิดแอตแลนติกไปจนถึงภาคใต้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เมื่อเวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกในวันจันทร์ (26 ม.ค.) โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ ซึ่งรัฐมิสซิสซิปปี เทนเนสซี และลุยเซียนา ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากฝนเยือกแข็งทำให้กิ่งไม้และสายไฟฟ้าหักโค่น ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าขัดข้องอย่างรุนแรง

พายุลูกดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศอย่างหนัก โดยมีการยกเลิกเที่ยวบินในสหรัฐฯ มากกว่า 12,500 เที่ยวในวันอาทิตย์ (25 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากที่สุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563

ข้อมูลจากไฟลท์อะแวร์ (FlightAware) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบินของสหรัฐฯ ระบุว่า ณ บ่ายวันจันทร์ มีเที่ยวบินทั้งขาเข้า-ออก และภายในประเทศสหรัฐฯ ถูกยกเลิกมากกว่า 5,200 เที่ยว และล่าช้ากว่า 6,600 เที่ยว

องค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ได้รายงานความล่าช้าของการจราจรภาคพื้นดินที่สนามบินหลักหลายแห่งของสหรัฐฯ เนื่องด้วยปัญหาหิมะและน้ำแข็ง เช่น สนามบินแห่งชาติโรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน สนามบินนานาชาติดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ และสนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี้

ขณะเดียวกัน โรงเรียนรัฐบาลทุกแห่งในนครนิวยอร์กปิดทำการในวันจันทร์ โดยกำหนดให้นักเรียนเปลี่ยนไปเรียนผ่านระบบออนไลน์จากที่บ้านแทน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)