
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.) คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the EU) มีมติอนุมัติขั้นสุดท้ายให้ระงับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ทั้งแบบผ่านท่อส่งและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์กับ LNG ตั้งแต่เดือนม.ค. 2570 และก๊าซผ่านท่อส่งตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน
แถลงการณ์ระบุว่า กฎระเบียบนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการ 1 วันหลังจากตีพิมพ์ลงในรัฐกิจจานุเบกษาของ EU (Official Journal) โดยข้อบังคับห้ามนำเข้าจะเริ่มมีผลในทางปฏิบัติ 6 สัปดาห์หลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับสัญญาซื้อขายที่มีอยู่เดิมจะได้รับการผ่อนผันในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้คู่สัญญาสามารถดำเนินการทยอยยุติสัญญาได้
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร หน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศสมาชิกจะต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดก๊าซอย่างเข้มงวด ก่อนอนุญาตให้นำเข้าสู่ EU
สำหรับบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน กฎระเบียบระบุไว้ว่า บุคคลทั่วไปมีโทษปรับขั้นต่ำ 2.5 ล้านยูโร (ราว 2.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนนิติบุคคลมีโทษปรับ 40 ล้านยูโร หรืออย่างน้อย 3.5% ของรายได้รวมทั่วโลกต่อปี หรือ 3 เท่าของมูลค่าธุรกรรมที่ประเมินได้
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิก EU จะต้องเสนอแผนกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานภายในวันที่ 1 มี.ค. 2569 พร้อมระบุความท้าทายและอุปสรรคในการจัดหาพลังงานทดแทนก๊าซจากรัสเซียในส่วนที่เหลือ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้น ราคาพลังงานทั่วยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คณะมนตรีฯ ระบุว่าหากเกิดวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจสั่งระงับมาตรการแบนดังกล่าวได้ชั่วคราว สูงสุด 4 สัปดาห์หลังประกาศภาวะฉุกเฉิน
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา EU ลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลงเหลือต่ำกว่า 3% ของยอดนำเข้าทั้งหมด ขณะที่ก๊าซรัสเซียยังคงมีสัดส่วนราว 13% ของการนำเข้าก๊าซในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านยูโรต่อปี
ทั้งนี้ แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า คณะกรรมาธิการเตรียมเสนอกฎหมายเพื่อยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียภายในสิ้นปี 2570 เช่นกัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)





