ญี่ปุ่นหลุดท็อป 3 ผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ของโลก จีนยังรั้งที่หนึ่งในปี 68

ญี่ปุ่นหลุดจาก 3 อันดับผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 62 ปี ในปี 2568 โดยหล่นลงมาอยู่อันดับ 4 เนื่องจากผลผลิตลดลง 4% จากปีก่อนหน้า เหลือ 80.68 ล้านตัน ท่ามกลางสภาพตลาดที่ย่ำแย่ลง

สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นถูกสหรัฐอเมริกาแซงหน้าในการจัดอันดับโลก เนื่องจากผลผลิตเหล็กดิบได้รับผลกระทบจากอุปสงค์การก่อสร้างที่ซบเซา อันเนื่องมาจากสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานและต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้น รวมถึงต้องแข่งขันกับเหล็กราคาถูกจากจีน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไปจนถึงการก่อสร้าง การผลิตเหล็กจึงถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของแนวโน้มเศรษฐกิจ ทั้งนี้ มีความกังวลว่าหากไม่สามารถรักษาระดับการผลิตเหล็กเอาไว้ได้ ก็อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กญี่ปุ่นในเวทีโลก รวมถึงกระทบต่อฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วย

สมาคมเหล็กโลกระบุว่า จีนยังคงเป็นผู้ผลิตเหล็กดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2568 แม้ว่าผลผลิตลดลง 4.4% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 960.81 ล้านตัน อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ส่วนอินเดียตามมาเป็นอันดับสอง โดยผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 10.4% แตะที่ 164.89 ล้านตัน เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐอเมริการั้งอันดับสาม โดยผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 3.1% สู่ระดับ 81.95 ล้านตัน โดยได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศญี่ปุ่นระบุว่า ญี่ปุ่นผลิตเหล็กดิบทะลุหลัก 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในช่วงประมาณ พ.ศ. 2510 จนกระทั่งแตะระดับสูงสุด 120.20 ล้านตันในปี 2550 ก่อนที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง และต่ำกว่าระดับ 100 ล้านตันนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง นิปปอน สตีล (Nippon Steel) และ เจเอฟอี สตีล (JFE Steel) ต้องระงับการใช้งานเตาหลอมเหล็กในประเทศบางส่วน เนื่องจากอุปสงค์ซบเซา

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)