
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/68 จะขยายตัวได้ราว 1.8% ดีขึ้นจากไตรมาส 3/68 ที่ขยายตัวได้เพียง 1.2% เท่านั้น ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส, การเติมเงินเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีขยายตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ดี สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะมีการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/68 และภาพรวมทั้งปี 2568 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 ก.พ.นี้
โฆษกกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยในปี 69 ที่ระดับ 0.3% นั้น ยอมรับว่ายังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินอยู่มาก (เป้าหมายอยู่ที่ 1-3%) ดังนั้น หลังจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการหารือเพื่อประเมินผล และพิจารณาแนวทางร่วมกันเพื่อบริหารจัดการให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย เข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว
ส่วนแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เชื่อว่ายังเป็นผลจากปัจจัยของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอดจนการซื้อขายทองคำด้วย โดยคาดว่าปีนี้ เงินบาทจะเฉลี่ยทั้งปีที่ 32 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากคาดการณ์เดิมที่ 31.80 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ ทำให้แรงกดดันที่มีต่อเงินบาทน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในรอบก่อนหน้า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)





