
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปปี 2568 เผชิญการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เมื่อเทสลา (Tesla) มียอดขายลดลงเกือบ 27% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดหดตัว ขณะที่บีวายดี (BYD) จากจีนกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด และขยับเข้าใกล้เทสลาในด้านส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยอดขายของเทสลาในสหภาพยุโรป เขตการค้าเสรียูโร และสหราชอาณาจักร ลดลงเหลือ 238,656 คันในปี 2568 จาก 326,525 คันในปี 2567 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 1.8% จาก 2.5%
ในทางตรงกันข้าม บีวายดีมียอดขายในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 268.7% แตะระดับ 187,657 คันในปี 2568 และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 1.4% จาก 0.4% สะท้อนการรุกตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่องของผู้ผลิตรถยนต์จากจีน
ความสำเร็จของบีวายดีมาจากรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดราคาย่อมเยา ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคยุโรปที่ให้ความสำคัญกับต้นทุน โดยเฉพาะรถไฮบริดที่กลายเป็นจุดแข็งเหนือเทสลา ซึ่งจำหน่ายเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ล้วน
ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ยุโรป (ACEA) ระบุว่า รถยนต์ไฮบริดครองสัดส่วนถึง 34.5% ของตลาดรถยนต์ยุโรปในปี 2568 ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ล้วนมีสัดส่วนเพียง 17.4%
แม้ภาพรวมอ่อนแอ แต่เทสลาเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยในเดือนธ.ค. โดยยอดขายลดลง 20% เมื่อเทียบรายปี ทว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.
ทั้งนี้ เทสลาซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เผชิญยอดขายในยุโรปลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง หลังจากยอดขายในปี 2567 หดตัวลง 10.8% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรายอื่น และกระแสนิยมรถไฮบริดที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากในยุโรปยังไม่ตอบรับความพยายามของเทสลาในด้านระบบขับขี่อัตโนมัติ รวมถึงทัศนคติเชิงลบต่ออีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันยอดขายในภูมิภาคนี้
ส่วนบีวายดียังคงขยายส่วนแบ่งตลาดในยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในระดับค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ดี ล่าสุดสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเตรียมยกเลิกภาษีนำเข้าดังกล่าว ซึ่งอาจช่วยหนุนยอดขายของบีวายดีในยุโรปให้เร่งตัวขึ้นอีกในระยะต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)





