
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้มีการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.32% ต่อปี จาก 0.46% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 ซึ่งคิดเป็นวงเงินประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้รองรับการดำเนินมาตรการทางการเงินในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ และช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย 2 โครงการ ประกอบด้วย
1. โครงการ SMEs Credit Boost เป็นโครงการที่จะเป็นกลไกในการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท
2. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัว และกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้โดยเร็ว วงเงินรวม 3 พันล้านบาท
“FIDF เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Quick Big Win ในเสาที่ 2 ที่ให้การสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงแหล่งสินเชื่อ โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จับมือกับสมาคมธนาคารไทย เดินหน้าโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งจะเป็นกลไกใหม่ที่เข้ามาสนับสนุนให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs มากขึ้น และยังดึงเงินอีกส่วนไปช่วยเหลือมาตรการน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมาด้วย ซึ่งจะเป็นการกระตุกและช่วยต่อลมหายใจให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อ และยังไปต่อได้” รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)





