
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา [BAY] กล่าวว่า การเติบโตของธนาคารในปี 69 จะเน้นธุรกิจในอาเซียน โดยตั้งเป้าสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจอาเซียนจะเติบโตได้สูงถึง 10% จากการที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนยังเห็นโอกาสเติบโตในระดับที่สูง และดึงดูดการลงทุนเข้ามามาก ทำให้เห็นการเติบโตในระดับที่สูงกว่าประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากตัวเลขการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ ยังรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งธนาคารมีความคาดหวังว่าจะได้เห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว พร้อมทั้งผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้กล่บมาเติบโตได้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของภาคธุรกิจของญี่ปุ่นที่มองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ และเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ซีอีโอ BAY กล่าวว่า ธนาคารกำหนด 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้างเพื่อวางรากฐานให้ลูกค้า ภาคธุรกิจ และ เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ประการแรก การผ่อนคลายปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยให้ประชาชนกลับมามีเสถียรภาพทางการเงิน ผ่านแนวทาง 3 ระดับ ได้แก่ การช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อเสริมสภาพคล่องในยามวิกฤต การร่วมมือกับภาครัฐ ในการส่งมาตรการแก้หนี้ต่างๆให้ถึงครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความรู้ทางการเงิน
การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยให้สามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการลงทุน เชื่อมโยงโอกาสระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา พร้อมกับการเร่งขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศ ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม และครอบคลุมทุกภาคส่วน และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ยึดมั่นในความโปร่งใสและเสถียรภาพ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในระบบการเงินไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปี 69 ที่ระดับ 2-4% เร่งขึ้นจากปีก่อนที่เติบโต 1.7% โดยสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อแบ่งเป็นสินเชื่อรายย่อย 49% สินเชื่อเอสเอ็มอี 16% สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 35% ในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยรวมที่ 4-4.3% โดยที่ NIM ในประเทศอยู่ที่ 3.25–3.50% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s% ควบคู่ไปกับการเดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการปรับเพิ่มเป้าหมายพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) เป็น 3.5 แสนล้านบาท พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“เป้าหมายของกรุงศรี คือ การสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งในด้านผลประกอบการ นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เรากำลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ภูมิทัศน์ทางการเงินแห่งอนาคต ที่บริการทางการเงินได้รับการบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และ สังคม” นายเคนอิจิ กล่าว
กลยุทธ์หลักปี 69 ธนาคารได้กำหนด 3 แกน (Strategic Pillars) เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย ได้แก่
Customer First : ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เชื่อมต่อบริการอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสำหรับลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ และ นักลงทุน
Transform with AI & Technology : เร่งการนำ AI และ เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ เสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และ ระบบ Core Banking เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
ONE Krungsri Collaboration : ผสานพลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร พร้อมใช้จุดแข็งจากเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ยังเดินหน้าขับเคลื่อนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการสำคัญที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบจากความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละช่วงชีวิต และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลที่หลากหลาย และแตกต่างของกลุ่มลูกค้ารายย่อย และลูกค้าบุคคล เช่น การยกระดับบริการสู่รูปแบบ One Stop Service ที่เชื่อมโยงช่องทางต่างๆ ทั้งแอปพลิเคชัน สาขา และศูนย์บริการลูกค้า (Contact Center) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
อีกทั้งยังให้บริการควบคู่ไปกับการพัฒนาโซลูชันด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนและการเสริมสร้างองค์ความรู้ (Sustainable Finance & Capacity Building) ตลอดจนการสร้างคุณค่าแบบองค์รวมผ่านบริการที่ปรึกษาวาณิชธนกิจ และ โซลูชันการบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร รวมถึงการผนึกกำลังเครือข่าย MUFG และพันธมิตรระดับโลก ผสานกับนวัตกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการ และมอบโอกาสทางธุรกิจที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า
โดยธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนาระบบ ซึ่งจะรวม 4 แอปพลิเคชันเข้ามาเป็น 1 แอปพลิเคชัน โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ต้นปี 70 ซึ่ง 4 แอปพลิเคชัน ประกอบด้วย Krungsri App , Kept by krungsri , GO by Krungsri Auto และ Krungsri Biz Online ตลอดจน Contact Center ที่มีหลายเบอร์เวลาติดต่อ จะรวมมาเป็นเบอร์เดียว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)





