
เสร็จสิ้นกันไปแล้วกับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) และผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ แม้คะแนนที่รวบรวมจะยังได้แค่ราว 94% แต่ก็คงพอจะเห็นความชัดเจนแล้วว่า พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 คงไม่เปลี่ยนไปจาก “พรรคภูมิใจไทย” โดยล่าสุด ในช่วงเช้าเมื่อเวลา 09.09 น. ได้ สส. รวม 194 คน แบ่งเป็น สส.เขต 175 คน และสส.บัญชีรายชื่อ 19 คน ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง “พรรคประชาชน” ที่ได้ สส.ไป 116 คน แบ่งเป็น สส.เขต 85 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 31 คน ส่วนอันดับ 3 เป็นของ “พรรคเพื่อไทย” ได้ สส.ไป 76 คน แบ่งเป็น สส.เขต 60 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 16 คน
แต่สิ่งที่หลายฝ่ายค่อนข้างเซอร์ไพรส์ และถือว่าหักปากกาเซียนไปพอสมควร นั่นคือ การแซงขึ้นมาเป็นอันดับที่ 4 ของ “พรรคกล้าธรรม” ได้ สส.ไป 57 คน แบ่งเป็น สส.เขต 55 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 2 คน ซึ่ง “ผู้กองธรรมนัส” ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค ถึงกับยอมรับเองว่าผลคะแนนที่ได้รอบนี้เกินความคาดหมาย ตามมาด้วยอันดับ 5 ที่ทิ้งห่างจากอันดับ 4 ถึงครึ่งหนึ่ง คือ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้ สส.ไป 22 คน แบ่งเป็น สส.เขต 10 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน
อย่างไรก็ดี ผลคะแนนดังกล่าวอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกเล็กน้อย เนื่องจากการรวบรวมผลคะแนนเลือกตั้งยังไม่สมบูรณ์ 100% โดยจะต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ส่วนผลคะแนนการลงประชามติรัฐธรรมนูญ กับคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” นั้น พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ 65.4% หรือราว 19.88 ล้านคน “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะที่อีก 34.6% หรือราว 10.5 ล้านคน “ไม่เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ โดยผลการนับคะแนนดังกล่าว ทั้งผลการเลือกตั้ง สส. และผลการลงประชามติ มาจากการรวบรวมคะแนนแล้ว 94%
คำถาม ข้อกังขา และความเคลือบแคลงใจ ผุดขึ้นมากมาย กับการจัดการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไปว่าเป็นการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ตามเป้าประสงค์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “จริงหรือไม่” ท่ามกลางข้อพิรุธ และเหตุการณ์ความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหลายหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฉีกบัตรผิด การขานคะแนน การบันทึกผลคะแนน การวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสีย ฯลฯ
ในบ่ายนี้ ทาง กกต. จะมีการแถลงข่าว “การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ” เพื่อเคลียร์ปมข้อสงสัยของสาธารณะชนให้กระจ่างแจ้ง
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองวันนี้ ต้องจับตาการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยรอดูว่า “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ได้สิทธิอย่างชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีคะแนน สส.อยู่ในมือเกือบ 200 เสียง จะส่งเทียบเชิญไปทาบทามพรรคการเมืองไหนมาเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน” ในสมัยที่ 2 ซึ่งหลายคนโฟกัสไปที่ พรรคสีเขียว หรือ “พรรคกล้าธรรม” ที่หักทุกปากกาเซียน ได้ สส.มากถึงเกือบ 60 ที่นั่ง และยังต้องจับตาดูว่าจะมีพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กอื่น ๆ ถูกเชิญเข้ามาร่วมรัฐบาลมากน้อยขนาดไหน เพราะไม่ใช่แค่รวมเสียงให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงอุดมการณ์ และแนวนโยบายการทำงานที่ต้องสามารถไปกันได้ด้วย
ขณะที่วันนี้ต้องจับตาไปที่การประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า จะมีวาระการพิจารณาชี้มูลความผิดคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อเสนอแก้มาตรา 112 หรือไม่ หลังสำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ในไทม์ไลน์ของการพิจารณาตามปกติ
ภารกิจผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.)
- นางทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานเปิด Kick off การตรวจประเมินของ gender seal ณ ห้องนพรัตน์ กทม. 1
- น.ส.อรัญญา พรไชยะ รองปลัด กทม. เป็นประธานการประชุมความร่วมมือผลิตกำลังคนเชิงยุทธศาสตร์ด้านสาธารณภัย สำหรับกรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุม SP-103 ชั้น 1 อาคารสำนักงานสภามหาวิทยาลัย ม.นวมินทราธิราช
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)





