DITTO-NETBAY ปั้นแพลตฟอร์มคืนภาษีนักท่องเที่ยวแก้ pain point ช่วยกระตุ้นใช้จ่ายมากขึ้น

บมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย) [DITTO] ร่วมมือ บมจ.เน็ตเบย์ [NETBAY] ปั้นแพลตฟอร์มคืนภาษีนักท่องเที่ยวดิจิทัล E-VRT แก้ปมนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มยุ่งยาก ตอบโจทย์ร้านค้า-ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ จับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เผยแบรนด์ดังใช้บริการแล้วหลายราย คาดดันกระตุ้นนักท่องเที่ยวจับจ่ายมากขึ้น ระบุทุกฝ่ายได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวก ร้านค้าประหยัดต้นทุนและได้แบรนด์อิมเมจ กรมสรรพากร ได้ข้อมูลถูกต้อง โปร่งใสรัฐได้เงินเข้ากระเป๋าเพิ่ม

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DITTO เปิดเผยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก ล่าสุดในปี 2568 สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวประเทศไทยราว 33 ล้านคน แต่อีกด้านหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าจากประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาขั้นตอนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT Refund ยุ่งยากและใช้เวลานานมาก เรื่องนี้เป็นปัญหาสะสมมานาน

ขณะที่หลาย ๆ ประเทศได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ไทยยังใช้ระบบทำด้วยมือ (Manual VRT) ยังใช้เอกสารกระดาษ กรอกข้อมูลด้วยมือ การตรวจเอกสารล่าช้าทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลาต่อแถวยาวเหยียด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ

นอกจากนี้ระบบการคืนภาษีแบบเดิมในฝั่งร้านค้าต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่ม เพราะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการลูกค้า ที่สำคัญการกรอกเอกสารด้วยมือมีความผิดพลาดสูง และเสี่ยงสูญหาย

นายฐกร กล่าวอีกว่า DITTO และ NETBAY ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้เห็นปัญหาความยุ่งยาก และความไม่สะดวกของนักท่องเที่ยวในเรื่องนี้จึงร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบดิจิทัล หรือ E-VRT (VAT Refund For Tourist) ทำหน้าที่เป็นคนกลางเชื่อมต่อระหว่างร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคืนภาษี และกรมสรรพากร เพื่อให้การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

สำหรับแพลตฟอร์ม E-VRT ซึ่งถูกออกแบบมาทดแทนระบบที่ใช้การขอคืนภาษีด้วยมือ โดยเปลี่ยนกระบวนการที่เคยซับซ้อนยุ่งยากให้กลายเป็นระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้นทาง นักท่องเที่ยวสามารถดำเนินการ ขอคืนภาษีได้ ผ่านระบบอุปกรณ์ของตนเอง เช่น สมาร์ทโฟน เพียงแค่สแกน QR code จากใบเสร็จรับเงินเพื่อกรอกข้อมูลขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ณ จุดขายและภายในวันเดียวกันกับวันที่ซื้อสินค้า

ข้อมูลที่กรอกผ่านแพลตฟอร์มจะถูกส่งไปยังกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ทำให้ลดการใช้เอกสารกระดาษ ลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำ และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลด้วยมือ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับสำเนาเอกสารในรูปแบบดิจิทัล และสามารถนำไปดำเนินการขอคืนภาษีที่สนามบินได้อย่างรวดเร็วหลังผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง

แพลตฟอร์ม E-VRT ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวก ลดเวลาในการทำธุรกรรม จากเดิมต้องเข้าคิวรอ 30 นาที แต่ E-VRT ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาทีเท่านั้น ลดความยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลกับขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน ทำให้ประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติดีขึ้น

ขณะที่ในฝั่งร้านค้าและแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการ E-VRT ช่วยลดต้นทุนด้านเอกสารและการจัดการ ลดภาระของพนักงาน ซึ่งระบบเดิมที่ทำด้วยมือ ร้านค้าจะต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 2 คนคอยแนะนำ ซึ่งถือเป็นต้นทุนของร้านค้า ถ้าใช้ E-VRT พนักงานเหล่านี้ก็สามารถไปทำงานด้านอื่นที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า และลดความผิดพลาดลง โดยเฉพาะการกรอกรายละเอียดเทียบเคียงอัตราภาษีซึ่งละเอียดมากและต้องแม่นยำ

นอกจากนี้ E-VRT ช่วยให้ร้านค้าและสินค้าที่เข้าร่วมโครงการมีแบรนด์อิมเมจจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งลดการสูญหาย ที่ผ่านมาหากลูกค้าทำเอกสารหายทางร้านค้าโดยเฉพาะสินค้าลักซ์ชัวรี่ ยอมทำให้ใหม่แม้จะเสียเวลาและมีต้นทุนเพิ่มเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่ง E-VRT จะช่วยแก้ปัญหานี้

นายฐกร กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมสรรพากรและประเทศชาตินั้น แพลตฟอร์ม E-VRT จะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนและเป็นระบบมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลภาษี ลดปัญหาข้อมูลตกหล่น หรือคลาดเคลื่อน ช่วยยกระดับความโปร่งใสในการคืนภาษี

สำหรับประเทศไทยนั้น E-VRT จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น เมื่อการขอคืนภาษีไม่เป็นอุปสรรค นักท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เช่น กรณีของเกาหลีใต้ที่นำระบบ E-VRT มาใช้พบว่ายอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 40%

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะมาใช้บริการระบบ E-VRT คือร้านค้าปลีกที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สินค้าแฟชั่นทั้งแบรนด์ของไทยและแบรนด์โลกระดับลักซ์ชัวรี่แบรนด์ สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าเครื่องประดับ เป็นต้น

“E-VRT ไม่ได้เป็นเพียงระบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงภาคเอกชนและภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดย DITTO และ NETBAY ทำหน้าที่เป็นตัวกลางด้านเทคโนโลยี ช่วยให้ข้อมูลถูกต้อง เป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้” นายฐกร กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)