
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในปี 68 บริษัทมีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ปริมาณขายเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 509,906 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จการลงทุนโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18)
ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลงประมาณ 6% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ปี 68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ลดลง 18% เมื่อเทียบกับปี 67 สาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาตลาด รวมทั้งค่าเสื่อมราคาฯ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น สุทธิกับกำไรจากการซื้อธุรกิจสำหรับการลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ทูอัท ในปีนี้
ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1,687 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลง 575 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อเปรียบเทียบกับปี 67 แม้ปริมาณขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลง ประกอบกับค่าเสื่อมเพิ่มขึ้น จากโครงการจี 1/61 และโครงการไทย-มาเลเซีย เอ 18 ตามปริมาณขายเพิ่มขึ้น และโครงการจี 2/61 ที่มีสินทรัพย์พร้อมใช้งานเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากโครงการลงทุนใหม่และค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้นจากโครงการจี 2/61 และโครงการเอส 1 นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น โดยหลักจากค่าใช้จ่ายสารสนเทศเพิ่มขึ้น และโครงการลงทุนใหม่
กำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ 143 ล้านดอลลาร์ สรอ. เปลี่ยนแปลง 178 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อเทียบกับปี 67 ที่เป็นผลขาดทุน โดยหลักจากกำไรจากการซื้อธุรกิจสำหรับการลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ทูอัท และกำไรจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ตามราคาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าที่ปรับตัวลดลง
ในปี 68 บริษัทนำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย
บริษัทมีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ โดยเข้าถือหุ้น 50% ในโครงการ MTJDA A18 นอกจากนี้ ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ ปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27) ซึ่ง ปตท.สผ. ถือหุ้นใหญ่ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 71 จนถึงปี 81 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่า 13% ของการผลิตก๊าซฯ ในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มในโครงการสินภูฮ่อม เป็น 90%
ด้านการลงทุนในต่างประเทศ ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในแอลจีเรีย โดยชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II) ที่ค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพสำรวจเพิ่มเติม สำหรับมาเลเซีย ได้เข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้บริษัททันที
ส่วนความก้าวหน้าของโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564-2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี

ตั้งเป้าปริมาณผลิตปี 69 เพิ่มแตะ 5.60 แสนบาร์เรล/วัน ตั้งงบลงทุน 5.16 พันล้านเหรียญ
นายมนตรี กล่าวอีกว่า ปี 69 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10%

ทั้งนี้ ปตท.สผ. คาดการณ์ปริมาณขายปิโตรเลียมจากโครงการปัจจุบันและได้จัดสรรงบประมาณ 5 ปี (ปี 69-73) โดยปี 69 อยู่ที่ 5.60 แสนบาร์เรล/วัน ปี 70 ที่ 5.87 แสนบาร์เรล/วัน ปี 71 ที่ 6.25 แสนบาร์เรล/วัน ปี 72 ที่ 6.32 แสนบาร์เรล/วัน ปี 73 ที่ 6.25 แสนบาร์เรล/วัน
ขณะที่ปี 69 คาดว่าจะใช้งบลงทุน 5,164 ล้านดอลลาร์ สรอ. ปี 70 ที่ 5,249 ล้านดอลลาร์ สรอ. ปี 71 ที่ 4,132 ล้านดอลลาร์ สรอ. ปี 72 ที่ 3,312 ล้านดอลลาร์ สรอ. และปี 73 ที่ 2,875 ล้านดอลลาร์ สรอ.
แผนงานภายใต้แผนกลยุทธ์ Drive Value-Decarbonize-Diversify เพื่อขับเคลื่อนและเพิ่มมูลค่าธุรกิจ และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 93 รวมถึงขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งนี้ เป้าหมายนปี 69 ยังคงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งและขยายการลงทุนในธุรกิจส รวจและผลิตปิโตรเลียมในต่างประเทศ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับแผนงานหลัก ดังนี้
1. เพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการปัจจุบัน ทั้งโครงการผลิตหลัก อาทิ โครงการจี 1/61 โครงการจี 2/61 โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 โครงการในพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซีย โครงการซอติก้าและโครงการยาดานาในประเทศเมียนมาที่มีการน ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้เข้ามาใช้ในประเทศไทย รวมถึงโครงการผลิตในต่างประเทศที่สำคัญ เช่น โครงการในประเทศมาเลเซีย ประเทศโอมาน และประเทศแอลจีเรีย
2. ผลักดันโครงการที่อยู่ในระยะพัฒนา (Development Phase) ได้แก่ โครงการสัมปทานกาชา โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2โครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 โครงการเมียนมา เอ็ม 3 โครงการพัฒนาในประเทศมาเลเซีย เช่น โครงการมาเลเซีย เอสเค405บี โครงการมาเลเซีย เอสเค417 และโครงการมาเลเซีย เอสเค438 เป็นต้น ให้สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผนงาน
3. เร่งสำรวจโครงการปัจจุบัน เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีแผนงานสำหรับกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 93โดยครอบคลุม Scope 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง และ Scope 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operational Control)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)





