
ภายหลังผลการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย สามารถผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเหนือความคาดหมาย ด้วยจำนวนที่นั่งเกือบ 200 ที่นั่งทำให้ถือไพ่เหนือกว่า “อินโฟเควสท์” รวบรวมสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้ ได้แก่
สูตรนี้จะได้เสียงประมาณ 250-252 เสียง
ซึ่งสูตรนี้จะทำให้เป็นรัฐบาลที่มีจำนวนเสียงเกิน 300 เสียง ส่งผลให้มีเสถียรภาพสูงสุด
สูตรนี้จะทำให้รัฐบาลมีจำนวนเสียงประมาณ 251++ เสียง
สูตรนี้จะทำให้รัฐบาลมีจำนวนเสียงประมาณ 289 เสียง
หากเป็นสูตรนี้รัฐบาลจะมี จำนวนเสียงประมาณ 267++เสียง
นายสติธร ธนานิติโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า คะแนนเลือกตั้งที่ท่วมท้นทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเลือกได้ตามใจชอบว่าจะจับมือกับใคร แต่เชื่อว่าจะเลือกจับมือกับพรรคที่สบายใจที่สุด คือ เพื่อนปัจจุบัน อย่าง “พรรคกล้าธรรม” ที่ร่วมรัฐบาลกันอยู่ ถือเป็นสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ง่ายสุด และยังสามารถมีเพื่อนใหม่ ๆ อย่างพรรคเล็ก ๆ ไปก่อน สัก 20-30 ที่นั่งก็เพียงพอแล้ว หลังจากนั้นค่อยเติมเสถียรภาพกับเพื่อนเก่าๆ ได้ เป็นการเล่นเกมให้เพื่อนเก่าต้องเลือก แต่ไม่ใช่มากดดันพรรคภูมิใจไทย
“เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลประเภท “หล่อเลือกได้” ไม่มีความกังวลเรื่องเสถียรภาพ และจำนวนไม่ยากยิ่งดี เพราะคุมสภาพในครม.ได้ เอาคนมาเยอะๆ ตัวหารเพิ่ม เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบ”นายสติธร กล่าว
นายสติธร มองว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเหนือพรรคประชาชนในการเลือกตั้งล่าสุด 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นแค่เพียงผลลัพธ์จากคะแนนเสียงในคูหา หากแต่สะท้อนถึงการอ่านเกมการเมือง โดยเฉพาะการบริหาร “บ้านใหญ่” อย่างเป็นระบบจนสามารถฝ่ากระแส “ด้อมส้ม” และกวาดที่นั่ง สส.เขตได้สูงมากกว่าคาด ยึดหัวหาดการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น แม้พรรคประชาชนจะสามารถกวาดเสียงในพื้นที่ กทม.ไว้ได้ยกจังหวัดทั้ง 33 เขตก็ตาม
ภาพการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยสามารถปักธงในหลายพื้นที่สำคัญ และขยายฐานเสียงเข้าไปในเขตที่เคยเป็นพื้นที่แข็งแรงของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พรรคภูมิใจไทยมากับแนวคิดอนุรักษ์นิยม ความเป็นชาตินิยม รักชาติ และใช้มืออาชีพทำหน้าที่รัฐมนตรี ต่อยอดนำไปเป็นจุดขายความเป็นมืออาชีพมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงลงรายละเอียดในการเลือกตั้งสส.เขต จนทำให้ประสบความสำเร็จ
“เขา (พรรคภูมิใจไทย) เก่งในการวางยุทธศาสตร์ ประเมินสถานการณ์ และปรับกลยุทธ์ตลอดช่วงที่มีการหาเสียง ไม่ใช่นิ่งๆ แล้วรอว่า จะชนะเอง มันไม่ใช่”นายสติธร กล่าว
นายสติธร มองว่า การที่จะสู้กับพรรคประชาชนที่มากับกระแส จำเป็นต้องใช้ “บ้านใหญ่” รวมพลัง และสามารถทำได้ตามเป้าที่วางไว้ แต่พรรคภูมิใจไทยเลือกใช้เป็น ประเมินได้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ใดต้องใช้ “กระแส” ก็สู้ด้วย “กระแส” พื้นที่ใดต้องใช้ “กระสุน” ก็สู้ด้วย “กระสุน”
ในขณะที่ฟากพรรคประชาชนที่แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ นายสติธร มองว่า อาจจะประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนผิด จึงเลือกยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ในการสู้ผิด บริบทการเมืองขณะนี้ไม่เอื้อแบบสถานการณ์ในปี 66 ที่พรรคประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น วิธีการสื่อสาร หรือปัจจัยแวดล้อมจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ พรรคประชาชนควรประเมินว่าปัจจัยปี 69 คืออะไร ทั้งสภาพแวดล้อม บริบท ผู้คน และอารมณ์ความรู้สึก และต้องดูว่าตัวเองมีจุดแข็งตรงไหน
สำหรับพรรคกล้าธรรม เป็นอีกพรรคที่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำนั้น นายสติธร ประเมินว่า พรรคทำงานละเอียด มีการเช็คคะแนนตัวเองตลอดเวลา
“พรรคกล้าธรรมก็คล้ายพรรคภูมิใจไทย แต่ทำในสเกลที่เล็กกว่า เพราะมีฐานเก่าของพรรคลุงป้อม และได้จากเพื่อไทยมาอีก”นายสติธร กล่าว
ส่วนหน้าตารัฐบาลใหม่จะออกมาแบบไหนนั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังสงวนท่าที โดยระบุว่า ต้องรอให้คะแนนของแต่ละพรรคนิ่งก่อน โดยเฉพาะการคำนวณ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ คาดว่าจะมีพรรคเล็กเข้าสภาอีกหลายพรรค คาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองภายในต้น เม.ย.จากนั้นจะเดินหน้าสู่การเลือกนายกฯ ในเดือน พ.ค.
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)





