ทิสโก้ เชื่อ”อนุทิน 2″ดัน SET แตะ 1,500 จุด แนะผ่าโครงสร้างศก.-ปั้นเครื่องยนต์ใหม่ เร่งแก้ปมหนี้-ทุนเทา

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ผลคะแนนมีความชัดเจนจากชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับดัชนี SET มองว่ามีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปี 69 หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพเพียงพอจะกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล “อนุทิน 2″ จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการชัดเจน และเริ่มทำได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่” นายไพบูลย์ กล่าว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมองว่านโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือ โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

“รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายไพบูลย์ กลทาว

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ผ่านการผลักดันนโยบาย “10+” ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส

การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้นการยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างงบประมาณปี 70 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

ส่วนการดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่เพียงพอสำหรับการทำ “คนละครึ่งเฟสสอง” ตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงทีคาดว่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาดจาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

ภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด