DBS เตือนยุคหนี้สหรัฐท่วม แนะเลิกถือเงินสดสลับเข้าสินทรัพย์จริงรับมือเงินเฟ้อพุ่ง เปิด 4 ทางรอดจัดพอร์ตคุณภาพ

นายเวย์ ฟุก โหว  Chief Investment Office, DBS Bank กล่าวในงาน DBS 1Q26 Insights : The Long Game ว่าเมื่อมองย้อนกลับไปปี 2025 เป็นปีที่ทดสอบความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนแก่ความมีวินัยตลาดแสดงผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งแม้จะไม่สม่ำเสมอ เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสี่ยงของฐานะการคลัง (fiscal dominance) อย่างชัดเจน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง และระดับหนี้สาธารณะเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการจัดหาเงินทุนของภาครัฐ อาจเข้ามาบดบังบทบาทของนโยบายการเงิน

นอกจากนี้ การบั่นทอนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการรับรู้ของตลาด อาจจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง และผลักดันให้นักลงทุนเรียกร้อง riskpremium ที่สูงขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ที่ภาษีหรือ ข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่อยู่ที่การขาดกรอบวินัยทางการคลังในการควบคุมหนี้สาธารณะ

สำหรับนักลงทุนแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การปกป้องมูลค่าพอร์ต โดยจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับสินทรัพย์จริง โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่า สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี กว่าในช่วงวัฏจักรเงินเฟ้อ

นายเวย์ ฟุก กล่าวว่า เงินเฟ้อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพียงประการเดียวที่กำลังกำหนดทิศทางตลาด กระแส deglobalisation ที่เร่งตัวขึ้นจากนโยบายเชิงปกป้องอย่าง America First ได้สร้างแรง ฉุดสองด้านพร้อมกัน ทั้งการค้าโลกที่อ่อนแรงลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ท่ามกลางแรงต้านเหล่านี้ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความแข็งแรง จากแรงหนุนของ capex supercycle ที่ทรงพลัง โดยมี AI และการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นหัวหอก

ทั้งนี้ ประเมินว่า Hyperscalers เพียงกลุ่มเดียวจะทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2025–2027 ขณะที่งบประมาณกลาโหมของ NATO มีแนวโน้มเพิ่มจาก 2% เป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ความมุ่งมั่นเหล่านี้สะท้อนแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่อาจพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในระยะยาว

นายเวย์ ฟุก ยังได้ให้ความเห็นต่อว่า ในทุกโอกาสย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งการบูมของ AI แสดงสัญญาณของความร้อนแรง ทั้งในแง่ระดับมูลค่าที่พุ่งสูง ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และพฤติกรรมเชิงเก็งกำไร อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับฟองสบู่ดอทคอม ฉากหลังทางเศรษฐกิจมหภาค และการสนับสนุนเชิงนโยบายในปัจจุบันมีความแข็งแรงกว่ามาก

ส่วนแผนการลงทุนของ Big Tech แม้มีขนาดใหญ่ แต่ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับ GDP ทั้งนี้ ยังคงตระหนักว่าความประมาท อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม การเพิ่มขึ้นของแนวโน้ม การระดมทุนแบบหมุนเวียน หรือ circular financing โดยบริษัทต่าง ๆ ได้สนับสนุนเงินทุนซึ่งกันและกัน สะท้อนภาพคล้ายกับ vendor financing ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในแง่ของ ความเปราะบางเชิงระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเฟดปรับทิศทางสู่วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น สินทรัพย์จริงยังคงเป็นเครื่องมือ ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานสัมพันธ์ของเงิน (Silver) และ S&P 500 ซึ่งใช้เป็นตัวแทนของสินทรัพย์จริง และสินทรัพย์ทางการเงินในวงกว้างตามลำดับ จะเห็นว่าการจัดวางสถานะของนักลงทุนอยู่ในระดับที่ตึงตัวมาก สร้างโอกาสสำหรับการกระจายความเสี่ยง

กล่าวโดยสรุป การเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์จริงที่จับต้องได้ไม่ใช่เพียงการตั้งรับ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ท้ายที่สุด “คุณภาพ” คือหัวใจสำคัญ กระแสเงินเชิงเก็งกำไรหลัง Liberation Day ที่ไหลเข้าสู่หุ้น AI และเทคโนโลยีได้ผลักดันหุ้น High Beta ขึ้นสู่ระดับที่ร้อนแรงอย่างยิ่ง โดยมีแรงเสริมจากเงินไหลเข้า Leveraged ETFs ตลาดตราสารหนี้สะท้อนภาพในทิศทางเดียวกัน โดยการ outperformance ของ High Yield ขยายตัวจนเข้าใกล้ขีดจำกัด สำหรับไตรมาสข้างหน้า ความแข็งแกร่งของพอร์ตจะมาจากการ ยึดมั่นในคุณภาพ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ให้ความสำคัญกับหุ้นคุณภาพ และตราสารหนี้ระดับ Investment Grade

สำหรับไฮไลต์มุมมองเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นในปี 2026 ภายใต้สถานการณ์ธนาคารกลางหันมาเพิ่มสภาพคล่อง เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้การถือเงินสด ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม การรับมือปี 2026 จึงต้องอาศัยสี่แนวทางหลัก

ประการแรก โต้คลื่น AI ผ่านกลุ่ม adapters การลงทุนด้าน AI จะยังดำเนินต่อไป แต่ความ เสี่ยงอยู่ที่ระดับมูลค่าที่สูง และแนวโน้ม circular financing เราให้ความสำคัญกับบริษัทที่นำ AI มาใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ พร้อมหลีกเลี่ยงกับดัก capex–revenue

ประการที่สอง บริหารเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อด้วยการลงทุนในสินทรัพย์จริง การลดดอกเบี้ยของ Fed ภายใต้ เศรษฐกิจที่ไม่ถดถอย ชี้ไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และ โลหะมีค่า มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเงินเฟ้อ

ประการที่สาม มองหามูลค่าในหุ้น Asia ex-Japan ซึ่งซื้อขายด้วยส่วนลดราว 32.4% เมื่อเทียบกับ ตลาดพัฒนาแล้ว ขณะที่คาดว่ากำไรเติบโต 18.9% ในปี 2026

ประการสุดท้าย เลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพและตราสารหนี้ Investment Grade มากกว่ากลุ่ม High Yield

สำหรับแนวทางการเลือกลงทุนในหุ้นปี 2026 ใช้แนวทางการลงทุนเชิงคัดเลือก โดยเน้น Asia ex-Japan จากมูลค่าที่น่าสนใจและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และหุ้นกลาโหมยุโรปจากการเสริมกำลังของ NATO รวมทั้งหุ้นกลุ่ม AI Adapters เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม มูลค่าประเมินของตลาดหุ้นโลกปรับขยายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่แรงขายในช่วง “Liberation Day” ทำให้ปี 2026 จำเป็นต้องใช้แนวทางการลงทุนเชิงคัดเลือกมากขึ้น เราแนะนำให้มุ่งเน้น ตลาดที่ซื้อขายด้วยส่วนลดมูลค่าที่สูง และกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้รับแรงหนุนจากตัวขับเคลื่อนการ เติบโตเชิงโครงสร้าง Asia ex-Japan ยังคงเป็นตัวเลือกหลัก

ส่วนการลงทุนตราสารหนี้ ให้น้ำหนัก Investment-Grade มากกว่า High-Yield ท่ามกลาง Spread ที่ตึงตัว และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่ยังต่ำ ตราสารหนี้ประเภท Spread Products มีแนวโน้มทำผลงานได้ดี แม้มูลค่าประเมินจะอยู่ในระดับสูง โดยเราให้ความสำคัญกับตราสารหนี้คุณภาพระดับ A/BBB ช่วงอายุ 5–7 ปี นอกเหนือจากตราสารหนี้ ภาคเอกชน เรายังแนะนำ การเพิ่มสัดส่วนในตราสารภาครัฐ เช่น Treasury Inflation-Protected Securities และ Mortgage-Backed Securities เพื่อสร้าง Alpha เพิ่มเติม

ด้านสินทรัพท์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงหนุนจากการพักรบทางการค้า และการลดดอกเบี้ย โลหะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทองแดง และแร่หายาก ดูมีความได้เปรียบจากความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ขณะที่ทองคำ ยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางด้านการคลัง (Fiscal Dominance) ที่ทวีความชัดเจน แม้ราคาจะมีการพักฐานในระยะสั้น เราเชื่อว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่ผลักดันทองคำ สู่ระดับสูงสุดใหม่ก่อนหน้า ได้แก่ ความกังวลด้านฐานะการคลัง และความยั่งยืนของหนี้สหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และ ความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ จะยังคงอยู่ความต้องการซื้อจากธนาคารกลาง และกระแส เงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่แข็งแรง มีแนวโน้มช่วยพยุงราคาทองคำตลอดปี 2026

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ ปรับลดมุมมอง Private Credit สู่ Neutral และหันไปให้ความสำคัญกับ Hedge Funds

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด