MFC ฟันธง SET ปี 69 แตะ 1,500 จุด รับอานิสงส์ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ เก็งรัฐบาลใหม่ปลดล็อกเศรษฐกิจ

นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บลจ. เอ็มเอฟซี [MFC] กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นผลบวกต่อการลงทุนและตลาดหุ้น เนื่องจากจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ ส่งผลต่อเนื่องด้านนโยบาย และหากสามารถตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายได้รวดเร็ว จะยิ่งทำให้นักงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจะทำให้ช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้

“ต้องยอมรับว่าเราอยู่กับความไม่แน่นอนมานาน ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเราก็ขยายตัวต่ำมาก ส่งผลตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย กดดันเงินทุนไหลออกไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท” นายชาคริต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งมีสัญญาณให้เห็นมาก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ได้รับอานิสงส์จากต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากปัญหาสภาพคล่องต่ำ ทำให้เงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยบางส่วน และต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเลือกตั้ง จึงประเมินว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่เป็นบวก

นายชาคริต กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปที่ 1,480-1,500 จุด หรือมีการซื้อขายกันที่ระดับ P/E ที่ประมาณ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยาว 10 ปี จากก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมานาน

“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลใหม่ หลังมีการจัดตั้ง ครม.และแถลงนโยบายชัดเจน จะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีเสียรภาพในระยะยาว การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรีอน หรือนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนได้”

นายชาคริต กล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเมืองและแศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมายาวนานในช่วง 3-4 ปี โดยถ้านับจากปี 2022 ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดของโควิค 19 และทำจุดสูงสุดใหม่กันหมดแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยเรายังติดลบ 16-17% เป็นอะไรที่ยาวนานมาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะตกต่ำก็ไม่ต่อเนื่องเกิน 1 ปี ก็จะขยับขึ้นได้ ไม่เคยตกต่ำยาวนานถึง 3 ปี

ทั้งนี้ MFC มองว่ากลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสได้ประโยขน์จากทั้งในส่วนมาตรการภาครัฐและความเชื่อมั่นในความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน (FDI) นอกเหนือจากธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเช่นกัน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)