สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณลดลงแตะ 9.5 หมื่นล้านดอลล์ หลังรายได้จากภาษีศุลกากรพุ่ง

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธ (11 ก.พ.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ลดลง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือลดลง 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ ซึ่งรวมถึงรายได้ภาษีศุลกากร ขยายตัวแซงหน้าการเติบโตของรายจ่าย

รายรับในเดือนม.ค.ของรัฐบาลอยู่ที่ 5.60 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 9% จากปีก่อน ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ 6.55 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2%

ส่วนในช่วงสี่เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณ 6.97 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 1.43 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 17% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณ 2568 โดยรายรับสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงขณะนี้มีมูลค่ารวม 1.785 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.88 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 12% จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณก่อนหน้า ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ 2.482 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2%

ปัจจัยที่ทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณเดือนม.ค.และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีลดลงนั้น มาจากรายได้จากภาษีศุลกากรสุทธิที่สูงขึ้นอย่างมากอันเนื่องมาจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า โดยในเดือนม.ค. รายได้จากส่วนนี้มียอดรวม 2.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนธ.ค. 2568 ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรในเดือนม.ค. 2568 ซึ่งเป็นเดือนที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งและก่อนที่เขาจะประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรนั้น มีมูลค่ารวมเพียง 7.3 พันล้านดอลลาร์

ส่วนอีกปัจจัยที่ทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลงคือ รายจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะซึ่งลดลงมากถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค.

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด