
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือนม.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 44.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. 68 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 44.1
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
– กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 45.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 45.2
– ภาคกลาง อยู่ที่ 44.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.1
– ภาคตะวันออก อยู่ที่ 49.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 48.8
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 42.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 41.9
– ภาคเหนือ อยู่ที่ 45.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 45.1
– ภาคใต้ อยู่ที่ 43.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.6
ปัจจัยด้านบวก ได้แก่
1. ภาพรวมบรรยากาศในการหาเสียงคึกคักทั่วประเทศ โดยมีการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา
2. การส่งออกของไทยเดือน ธ.ค.68 ขยายตัว 16.8% มูลค่าอยู่ที่ 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 18.8% มีมูลค่าอยู่ที่ 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 352 ล้านดอลลาร์
3. นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดจีนเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกา
4. ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศปรับตัวลดลงประมาณ 0.50 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 30.48 และ 30.85 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับตัวลดลงประมาณ 1.00 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 29.94 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน ม.ค.69
5. SET Index เดือน ม.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 65.95 จุด จาก 1,259.67 ณ สิ้นเดือน ธ.ค.68 เป็น 1,325.62 ณ สิ้นเดือน ม.ค.69 เนื่องจากนโยบายการเงินผ่อนคลายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ลดดอกเบี้ย 0.25%
6. มาตรการทางภาครัฐที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ โครงการมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ มาตรการช่วยดูแลราคาสินค้าเกษตร (ธงเขียวราคาประหยัด) และมาตรการสนับสนุน SMEs
7. การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย
ปัจจัยด้านลบ ได้แก่
1. สถานการณ์เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงทำให้บรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนยังไม่คึกคัก เนื่องจากรายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
2. สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเฝ้าระวังการเกิดเหตุรุนแรงจากฝั่งตรงข้ามบริเวณตามแนวเขตชายแดน ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัว และการเตรียมตัวอพยพของประชาชน รวมถึงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ที่ต้องหยุดชะงักบริเวณพื้นที่ชายแดน
3. เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 31.545 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 68 เป็น 31.271 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ม.ค.69 ทำให้มีความกังวลว่าจะส่งกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
4. ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงานปาล์มน้ำมัน และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
5. ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงสูงขึ้น
6. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส
7. ทิศทางและแนวโน้มทางการเมืองส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาโลก ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในการเข้ามาลงทุน
8. ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน และอาจทำให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
– มาตรการเพิ่มการบริโภค และต้นทุนการผลิต
– มาตรการช่วยผู้ประกอบการในการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจ รวมทั้งมาตรการลดต้นทุนทางการเงิน
– แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทาให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว
– สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างงานให้กับคนในประเทศเพิ่มขึ้น
– สนับสนุน SMEs และแก้ปัญหาหนี้สินที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงยาวมากที่สุด
– การดูแลราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากรายได้เกษตรกรในหลายภูมิภาค ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดอย่างมาก
– พัฒนาทักษะแรงงานโดยเฉพาะทางด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มีความรู้เท่าทัน และปรับตัวในอนาคต
– การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออก และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
– เร่งส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ อย่างเป็นระบบ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)






