DOD ปิดจบหนี้เสีย จ่อกลับมาจ่ายปันผลรอบ 5 ปี รุก OEM ลูกค้ารายใหญ่-Gummy มาแรงดันเป้าโต 15%

นายต่อลาภ ไชยเชาวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค [DOD] เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจปี 69 มั่นใจผ่านพ้นจุดต่ำสุดหลังจัดการปัญหาหนี้เสียและปรับโครงสร้างเสร็จสิ้น พร้อมรุกตลาด OEM ขยายฐานลูกค้ารายใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโต 10-15% และเตรียมกลับมาจ่ายปันผลหลังผลงาน 9 เดือนปี 68 พลิกกลับมากำไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเผชิญกับรายการพิเศษซึ่งกระทบกับงบการเงินทั้งการตั้งสำรองหนี้ที่เก็บไม่ได้และการปิดตัวธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ตามเป้าหมาย แต่ปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว โดยปี 2568 ถือเป็นปีที่บริษัทกลับมามีกำไรอย่างชัดเจน จากการประกาศงบ 9 เดือนปี 68 ที่มีเป็นกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 46.81 ล้านบาท และคาดว่าไตรมาสสุดท้ายจะยังคงเป็นบวกต่อเนื่อง ซึ่งจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/68 ในวันที่ 26 ก.พ. นี้

ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น บริษัทมีแผนจะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการจ่ายปันผลครั้งแรกในรอบประมาณ 5 ปี ขณะที่บริษัทวางเป้าหมายให้ปี 69 เป็นปีของการประกอบธุรกิจปกติที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และรักษาผลกำไรอย่างเต็มตัว

สำหรับภาพรวมในปี 69 แม้เศรษฐกิจอาจยังชะลอตัว แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่คาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น และกำลังซื้อน่าจะกลับมา โดยกลยุทธ์การเติบโตในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้ารายใหญ่ที่มีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งและมียอดสั่งซื้อซ้ำสม่ำเสมอ โดยช่วงต้นปีมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ร่วมกับลูกค้ารายใหม่

นอกจากนี้บริษัทยังแตกไลน์การผลิต เพื่อครอบคลุมพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น อาทิ สายการผลิตกลุ่ม Liquid, Jelly และ Gummy อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนผลิตสินค้าในแบรนด์ของตนเอง ทั้งนี้ เพื่อลดความขัดแย้งทางธุรกิจกับลูกค้า OEM และหลีกเลี่ยงต้นทุนการตลาดออนไลน์ที่สูงถึง 30% ของราคาขาย รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการสร้างทีมการตลาด

“ปีนี้จะมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งเขาเชื่อมั่นในมาตรฐานโรงงานของเรา ซึ่งอยู่ในอันดับต้นของประเทศ ทั้งเรื่องสูตร การผลิต และการควบคุมคุณภาพ เมื่อชื่อ DOD ปรากฏบนฉลากสินค้า ลูกค้าจะมั่นใจในคุณภาพและนวัตกรรม สิ่งนี้คือจุดขายที่ทำให้เราแตกต่างจากโรงงานที่ไม่ได้ลงทุนเท่าเรา”

ในส่วนของการบริหารจัดการภายในองค์กร บริษัทได้ปรับมาใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคนในบางสายการผลิตเพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์การบริหารสต็อกให้มีประสิทธิภาพ โดยสั่งซื้อวัตถุดิบเท่าที่ใช้จริงเพื่อบริหารเงินสด และให้ลูกค้าเป็นผู้จัดหาบรรจุภัณฑ์เอง เพื่อลดภาระความเสี่ยงจากการแบกสต็อกของโรงงาน

สำหรับแผนการลงทุนในอนาคต บริษัทยังคงเปิดรับโอกาสการซื้อกิจการ (M&A) โดยสนใจธุรกิจที่มีรายได้และกำไรมีความเสถียรในรูปแบบเดียวกับ AuswellLife (บ.ย่อยที่นำเข้าวิตามินและอาหารเสริมจากต่างประเทศซึ่งมีกำไรต่อเนื่อง) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตร 1 ราย แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวังในเรื่องของราคา (Fair Value) และช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

นายต่อลาภ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เพื่อความงามในปัจจุบันยังคงอยู่ในทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสุขภาพและกลุ่มความงาม โดยตลาดในปัจจุบันก้าวข้ามการกินวิตามินพื้นฐานไปสู่การดูแลเชิงลึกเจาะจงเฉพาะจุดมากขึ้น เช่น การดูแลสายตา, เส้นผม, ตับ, ไต, ปอด และระบบขับถ่าย

อีกทั้ง Longevity กลายเป็นกระแสหลักที่ทรงพลังมาก เน้นการดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียงในอนาคต ขณะเดียวกันผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเบื่อหน่ายการรับประทานอาหารเสริมในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล เพราะให้ความรู้สึกเหมือนการกินยา ทำให้มีการแตกไลน์ผลิตออกมาในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น

สำหรับช่องทางการขาย แม้ตลาดออนไลน์จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อและสร้างยอดขายได้มหาศาล โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม TikTok ที่กำลังมาแรง แต่ก็แลกมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งเจ้าของแบรนด์ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายการยิงโฆษณาสูงถึง 30% ของราคาขาย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมาย รวมถึงค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ทำให้บริหารกำไรยากขึ้น

ทั้งนี้ ในสภาวะที่ตลาดเป็น Red Ocean มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาตลอดเวลา “ชื่อเสียงและมาตรฐานของโรงงานผลิต” ซี่งเป็นจุดแข็งของ DOD จึงกลายเป็นจุดขายสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ นอกจากนี้การเติบโตของตลาดออนไลน์ ทำให้บริษัทมีรายได้สม่ำเสมอต่อเนื่อง จากการทำแคมเปญการตลาดทุกเดือนของแบรนด์ต่าง ๆ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)