
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [JMART] เปิดเผยว่าในปี 2569 JMART เตรียมความพร้อมสมัครเข้าร่วมโครงการ Jump+ ของตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มุ่งใช้เทคโนโลยี ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม และใช้ AI เข้ามาเพิ่มศักยภาพ โดยตั้งเป้ากำไรปี 69 แตะ 1,000 ล้านบาท หรือเติบโต 50% จากปีก่อนที่ขาดทุน 161.84 ล้านบาท
นอกจากนี้ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส [JMT] ตั้งเป้ากำไรเติบโต 30% ขณะที่ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย [SINGER] และ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (SGC) ตั้งเป้ากำไรเติบโตอีก 50% และมีแผนผลักดัน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย , บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J Capital) และ J Ventures เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและบริการ 15,402.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า สะท้อนความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือภายใต้ Jaymart Mobile และการขยายเครือข่าย Jaymart Network ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 4,457.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อน อย่างไรก็ดี หากพิจารณากำไร (ขาดทุน) ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น มีผลขาดทุนสุทธิ 161.8 ล้านบาท จากผลกระทบของรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด ได้แก่ ขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การวัดมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุน (Mark-to-Market) รวมถึงการตั้งสำรอง ECL ในธุรกิจบริหารหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธุรกิจหลักยังสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้แข็งแกร่ง และมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) 0.72 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่ยังบริหารจัดการได้อย่างระมัดระวัง ภายใต้กลยุทธ์ “The Power of Synergy”
“ผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ประกาศออกมา เราเชื่อว่า เราไม่มีระเบิดประเด็นความเสี่ยงที่กังวลอีกแล้วในปี 2569 โดยชูโรงธุรกิจโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นรากฐานของกลุ่มมากว่า 20 ปี และได้ปรับตัวสู่โมเดลออนไลน์อย่างรวดเร็ว มองว่าการเติบโตในอนาคตไม่ได้วัดจากจำนวนสาขา แต่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลและ Synergy จึงมองว่า ธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งเราทำงานภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย จะเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตของกลุ่มบริษัทให้โดดเด่นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา” นายอดิศักดิ์ ระบุ
โดย บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (Jaymart Mobile) มีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 10,364 ล้านบาท กำไรสุทธิ 136 ล้านบาท เติบโตกว่า 50% จากการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรและโฟกัสทำเลศักยภาพ รวมถึงแรงหนุนจาก AI Upgrade Cycle และการผนึกกำลัง SINGER – SGC – KB J Capital สนับสนุนธุรกิจ Lock Phone ปัจจุบัน มีสาขาราว 300 แห่ง และมีดีลเลอร์ในเครือข่าย 1,637 ราย ตั้งเป้าขยายเป็น 4,000 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัด
นอกจากนี้ บริษัทที่เจมาร์ทได้เข้าลงทุน บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J Capital) ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลจากประเทศเกาหลีใต้ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย (JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 21.74%) ผลงานปี 2568 มีกำไร และเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ได้แรงหนุนสำคัญจากโครงการ Samsung Finance+ ผ่านเครือข่าย Samsung Experience Store และร้าน Jaymart โดย ณ สิ้นปี 2568 มีพอร์ตสินเชื่อรวม 11,489 ล้านบาท มุ่งสู่การเติบโตสินเชื่อดิจิทัลควบคู่การรักษาคุณภาพพอร์ตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนพลังของ Synergy ในกลุ่มธุรกิจการเงิน
ในส่วนของ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย (JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 30%) ผลงานปิดปี 2568 มีรายได้ 9,207 ล้านบาท กำไรสุทธิ 860 ล้านบาท โดย JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 258 ล้านบาท (ก่อนหัก PPA) แม้ภาพรวมการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตลดลง อย่างไรก็ดี สุกี้ตี๋น้อยมุ่งเน้นขยายตลาดอย่างมีคุณภาพ และสร้าง Economy of Scale จากจำนวนสาขาที่ขยายตัว จากปัจจุบันมี 107 สาขา สะท้อนโมเดลธุรกิจที่สเกลได้และใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ
ด้าน นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส [JMT] ผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (AMC) ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 4,801.7 ล้านบาท จากแรงกดดันการจัดเก็บหนี้ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,029.6 ล้านบาท ลดลง สาเหตุหลักจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 891.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ดี บริษัทยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ที่ 63.3% สูงขึ้นจากปีก่อน สะท้อนวินัยในการบริหารต้นทุนและคัดเลือกพอร์ตลงทุนอย่างมีคุณภาพ
ไฮไลท์สำคัญของปีนี้อยู่ที่ความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 3,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122% และมียอดจัดเก็บเงินสดทั้งปี (Cash Collection) รวม JK AMC ทำได้ที่ 8,407 ล้านบาท พร้อมชำระคืนหุ้นกู้ 6,376 ล้านบาท ส่งผลให้ D/E ลดลงเหลือ 0.36 เท่า และมีสภาพคล่องรองรับหุ้นกู้ครบกำหนดปี 2569 อีก 2,413.6 ล้านบาท ตอกย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง อีกทั้ง ในปี 2568 บริษัทลงทุนซื้อหนี้ใหม่ 476 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ตบริหารหนี้สะสมเพิ่มเป็น 574,572 ล้านบาท (รวม JK AMC) หรือเพิ่มขึ้นราว 30,000 ล้านบาท ขณะที่ JK AMC ทำกำไรสุทธิ 407 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 ตั้งเป้ากำไรสุทธิเติบโต 30% และตั้งเป้า Cash Collection 9,000 ล้านบาท และงบลงทุน 2,000 ล้านบาท มุ่งสู่การเป็น AI Driven AMC โดยเน้นขยายพอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท
ด้านที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท โดยได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.24 บาท และเตรียมจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังเพิ่มเติมอีก 0.43 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 6 พฤษภาคม 2569
นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท [J] เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 687 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้เต็มปีของโครงการ Community Mall ได้แก่ JAS Green Village ประเวศ และรามคำแหง แม้รายได้เติบโต แต่อย่างไรก็ดี ถูกกดดันจากการบันทึกขาดทุน Fair Value ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนส่งผลให้ทั้งปีพลิกขาดทุน ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานหลักยังแข็งแกร่ง อัตราเช่า (Occupancy Rate) อยู่ที่ 90% พร้อมเดินหน้าขายพื้นที่ใหม่และปรับราคาเช่าในหลายโครงการ สำหรับ SENERA Senior Wellness (SSW) บริษัทปรับโครงสร้างสู่โมเดล Wellness Hub และปรับราคาให้เหมาะสม เพื่อเร่งการเติบโตและดันอัตราการเข้าพักกลับสู่เป้าหมาย โดยตั้งเป้า SENERA Senior Wellness ในปี 2569 พลิกกลับมามีกำไร และ EBITDAR (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่าหรือค่าปรับโครงสร้าง) เป็นบวก
ด้านนายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย [SINGER] สะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 148 ล้านบาท หรือเติบโต 344% จากปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% แรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจสินเชื่อดิจิทัล โดยเฉพาะพอร์ตเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือแบบ Lock Phone ผ่านแพลตฟอร์ม SG Finance+ ส่งผลให้ดอกเบี้ยรับพุ่ง 51.9% แตะ 2,759 ล้านบาท ขณะเดียวกันยอดขายสินค้าเติบโตจากหมวดโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่านการปล่อยสินเชื่อ SG Finance+ และขยายช่องทางจำหน่ายผ่านพาร์ทเนอร์และออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
ในด้านโครงสร้างต้นทุน บริษัทเร่งบริหาร Inventory โดยเฉพาะโครงการตู้น้ำมันอัตโนมัติ เพื่อลดภาระสินทรัพย์คงค้าง พร้อมตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตเพิ่มขึ้นตามการขยายพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า แม้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น แต่บริษัทสามารถชดเชยด้วยการควบคุมต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการชำระคืนหุ้นกู้ระหว่างปี ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือเพียง 0.12 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับทิศทางปี 2569 กลุ่ม SINGER วางเป้าเชิงรุก โดย SINGER ตั้งเป้ารายได้จากการขาย 1,700 ล้านบาท พร้อมลดค่าใช้จ่ายบริหารลงอีก 30% และเดินหน้ากลยุทธ์ Aggressive Expansion ผ่านการขยายเครือข่าย 146 สาขา เสริมทีมขายสู่ 1,000 Active Sales Network จากปัจจุบันกว่า 300 ราย และเพิ่มดีลเลอร์เป็น 2,000 ราย จาก 1,225 ราย ณ สิ้นปี 2568 ควบคู่กับการรุกขายผ่าน SG Finance+ Online ที่สามารถผ่อนมือถือออนไลน์ได้เต็มรูปแบบผ่านการเชื่อมต่อ Thai ID
อย่างไรก็ดี SINGER ยังมีเงินสดในมือราว 1,000 ล้านบาท และเตรียมรับชำระคืนจาก SGC อีกประมาณ 5,000 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องรองรับการขยายพอร์ตมือถือและการ Synergy ภายในกลุ่ม
ขณะที่ นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสจี แคปปิตอล [SGC] บริษัทย่อยของ SINGER และเป็นแกนหลักด้านสินเชื่อของกลุ่ม เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวม 2,836.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.15% และมีกำไรสุทธิ 350.09 ล้านบาท เติบโต 286.88% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 12.34% จาก 4.85% ในปีก่อน ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของสินเชื่อ Lock Phone ภายใต้ SG Finance+ ซึ่งมียอดปล่อยใหม่กว่า 9,648 ล้านบาท โดยเฉพาะสินเชื่อ Lock Phone
ณ สิ้นปี 2568 มียอดปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 9,310 ล้านบาท คิดเป็น 97% ของยอดปล่อยใหม่ทั้งหมด และเติบโตประมาณ 187% เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 3,246 ล้านบาท มีสัญญาทั้งหมดรวมประมาณ 790,000 สัญญา และในปี 2568 เติบโตทุกไตรมาส ในไตรมาส 4/2568 ทำสถิติปล่อยสินเชื่อใหม่สูงสุดที่ 2,972 ล้านบาท เป็นโมเมนตัมเชิงบวก และมีฐานลูกค้าในระบบราว 1 ล้านราย ปัจจุบันครอบคลุมสมาร์ตโฟน 6 แบรนด์หลัก ได้แก่ OPPO, vivo, Xiaomi, realme, Infinix และ Honor และเตรียมเพิ่มอีก 3 แบรนด์ ได้แก่ Nothing, nubia และ TECNO Mobile เพื่อขยายฐานลูกค้าในหลายช่วงราคา
ในปี 2569 SGC ตั้งเป้ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ 12,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30% โดย Lock Phone คาดแตะ 12,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันธุรกิจ SG Shield เป็น New Growth Engine
“
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)





