
หุ้น “บลู อาวล์” (Blue Owl) บริษัทบริหารสินทรัพย์ทางเลือกของสหรัฐฯ ร่วงลงอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) หลังกลยุทธ์ล่าสุดในการคืนทุนจากกองทุนตราสารหนี้ขนาดเล็กสร้างความตื่นตระหนกแก่นักลงทุน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 3 เดือนหลังจากความพยายามคืนทุนในลักษณะเดียวกันเคยฉุดให้หุ้นของบริษัท (ซึ่งมีมูลค่าตลาด 3.07 แสนล้านดอลลาร์) ร่วงลงมาแล้ว
บลู อาวล์ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ว่าได้ขายสินทรัพย์มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากกองทุน 3 แห่ง เพื่อนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปคืนแก่นักลงทุนในกองทุนอีกแห่งที่มีอายุ 9 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังได้ยกเลิกสิทธิการถอนเงินรายไตรมาสของนักลงทุนในกองทุนดังกล่าวอย่างถาวร ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth)
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของบลู อาวล์ ดิ่งลงถึง 10% ระหว่างวัน ก่อนปิดตลาดร่วงลง 5.9% ตอกย้ำทิศทางขาลงตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาซึ่งมูลค่าตลาดของบริษัทหดหายไปกว่าครึ่ง ขณะที่หุ้นของคู่แข่งรายใหญ่อย่าง อพอลโล (Apollo) และแอเรส (Ares) ก็ปรับตัวลงเช่นกัน
เครก แพ็กเกอร์ ประธานร่วมของบลู อาวล์ ระบุว่า การขายสินทรัพย์ครั้งนี้จะช่วยคืนทุนแก่นักลงทุนในกองทุน Blue Owl Capital Corp II (OBDC II) ประจำไตรมาสนี้ได้มากกว่าเดิมถึง 6 เท่า เมื่อเทียบกับแผนเดิมที่จะเปิดให้นักลงทุนยื่นขอไถ่ถอนหน่วยลงทุน
ปกติแล้ว กองทุนตราสารหนี้อย่าง OBDC II ซึ่งมีสินทรัพย์ราว 1.6 พันล้านดอลลาร์ มักเปิดโอกาสให้นักลงทุนถอนเงินบางส่วนได้ทุกไตรมาส ทว่าเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา บลู อาวล์ ได้ระงับสิทธิดังกล่าว และเสนอให้ควบรวม OBDC II เข้ากับกองทุนจดทะเบียนที่มีขนาดใหญ่กว่า แต่ท้ายที่สุดก็ต้องพับแผนไปเนื่องจากนักลงทุนคัดค้านเพราะกังวลเรื่องผลขาดทุน
ไบรอัน ฟินเนอรัน นักวิเคราะห์จาก ทรูอิสต์ ซีเคียวริตีส์ (Truist Securities) ระบุว่า นักลงทุนกำลังตีความการขายสินทรัพย์ครั้งนี้ว่า ยอดคำขอถอนเงินน่าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบีบให้บริษัทต้องจำใจเทขาย (Forced sale) สินทรัพย์คุณภาพสูงออกไป
ทั้งนี้ บลู อาวล์ ขายสินเชื่อดังกล่าวออกไปในราคา 99.7% ของมูลค่าหน้าตั๋ว (Par value) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ประเมินและบันทึกไว้ในบัญชี โดยบริษัทมองว่านี่เป็นสิ่งที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ (Valuation/Marking) ขององค์กร ซึ่งเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมนี้กำลังถูกจับตามองอย่างหนัก
“ในความเป็นจริง สินเชื่อเหล่านี้ถูกปล่อยออกไปด้วยอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่สูงตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวลง สินเชื่อเหล่านี้ก็ควรจะขายได้ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว (Premium to par)” ฟินเนอรันระบุในบทวิเคราะห์ ขณะที่แพ็กเกอร์ชี้แจงต่อนักวิเคราะห์ว่า “เป็นเรื่องปกติที่การนำสินทรัพย์มาขายในตลาดรอง (Secondary market) มักจะต้องขายแบบมีส่วนลด (Discount)”
ในแถลงการณ์ บลู อาวล์ ระบุว่า บริษัทกำลัง “เร่งคืนทุน” ให้แก่นักลงทุนในกองทุน OBDC II โดยนักลงทุนจะได้รับเงินภายใน 45 วัน พร้อมย้ำว่า “เราจะยังคงเดินหน้าตามแผนนี้ต่อไปในไตรมาสต่อ ๆ ไป”
บลู อาวล์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 จากการควบรวมกิจการระหว่างอาวล์ ร็อก (Owl Rock) บริษัทด้านสินเชื่อนอกตลาด กับ ไดอัล แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส (Dyal Capital Partners) ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของนอยเบอร์เกอร์ เบอร์แมน (Neuberger Berman) โดยธุรกิจปล่อยสินเชื่อนอกตลาดของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคดอกเบี้ยต่ำหลังจากนั้น
เช่นเดียวกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative asset manager) รายใหญ่อื่น ๆ บลู อาวล์ ได้สร้างพอร์ตโฟลิโอขนาดมหึมาที่อยู่นอกเหนือตลาดหุ้นและพันธบัตรแบบดั้งเดิม ทว่าปัจจุบันบริษัทกำลังถูกจับตามองในหลายประเด็น ตั้งแต่มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ไปจนถึงความเสี่ยงจากการปล่อยกู้กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มากเกินไป ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยก็กำลังแห่เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อปีที่แล้ว บริษัทเคยสร้างความฮือฮาด้วยดีลจัดหาเงินทุนมูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเมตา (Meta)
ในขณะที่ราคาหุ้นของบลู อาวล์ ร่วงลง มูลค่ากองทุนจดทะเบียนของบริษัทอย่าง Blue Owl Capital Corp ก็ดิ่งลงถึง 27% ตลอดปีที่ผ่านมาเช่นกัน โดยการขายสินทรัพย์ครั้งล่าสุดนี้รวมถึงการเทขายสินเชื่อมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์จากกองทุนดังกล่าว ซึ่งบลู อาวล์ ระบุว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปชำระหนี้
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนแสดงความแปลกใจที่ราคาหุ้นดิ่งแรงเมื่อวันพฤหัสบดี โดยนักวิเคราะห์จากเรย์มอนด์ เจมส์ (Raymond James) มองว่าตลาด “ตื่นตระหนกเกินเหตุ” พร้อมระบุว่า บริษัทวางแผนที่จะคืนเงินทุนให้นักลงทุนในกองทุน OBDC II จนครบถ้วนในระยะยาวอยู่แล้ว ดังนั้น “จึงไม่มีความจำเป็นที่บลู อาวล์ จะต้องกลับมาเปิดช่องให้ไถ่ถอนเงินอีกครั้ง”
ทั้งนี้ บลู อาวล์ เคยระงับการไถ่ถอนเงินไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาตอนที่เสนอแผนควบรวมกองทุน แต่ในตอนนั้นระบุว่าจะกลับมาเปิดให้ไถ่ถอนได้อีกครั้งในภายหลัง
ด้านมิตเชล เพนน์ นักวิเคราะห์จากออพเพนไฮเมอร์ (Oppenheimer) ระบุว่า ทัศนคติเชิงลบต่อสินทรัพย์ประเภทนี้ทำให้ตลาดเกิดความกังขา
“บลู อาวล์ สามารถสร้างสภาพคล่องขึ้นมาได้ ซึ่งปกติทำได้ยากมากสำหรับสินทรัพย์นอกตลาด แถมยังขายสินทรัพย์ได้ตรงตามราคาที่ประเมินไว้ในบัญชี นี่จึงเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการตั้งราคาของพวกเขานั้นแม่นยำ” เพนน์กล่าวและเสริมว่า “ไม่ได้มีใครได้ซื้อของถูกไปเลย”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)





