
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี [STA] เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในปี 2568 เผชิญความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกปรับลดลงอย่างรวดเร็วกว่า 20% และฟื้นตัวได้อย่างจำกัดตลอดช่วงไตรมาส 2-4/68 จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้า
“แม้ราคายางในปีที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่ตลาดยางธรรมชาติยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้งานที่มีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณอุปทานที่มีอยู่” นายวีรสิทธิ์กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 113,477.8 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยธุรกิจยางธรรมชาติมีรายได้อยู่ที่ 89,617.9 ล้านบาท และมีปริมาณขายรวม 1,415,715 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ธุรกิจถุงมือยางมีรายได้อยู่ที่ 23,778.8 ล้านบาท และมีปริมาณขายอยู่ที่ 37,102 ล้านชิ้น ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน 3.8%
ขณะที่ไตรมาส 4/68 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 26,677.4 ล้านบาท โดยธุรกิจยางธรรมชาติมีรายได้อยู่ที่ 21,413.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปริมาณขายที่ฟื้นตัว ส่วนธุรกิจถุงมือยางมีรายได้อยู่ที่ 5,225.4 ล้านบาท โดยปริมาณขายชะลอตัวลงจากผลกระทบเหตุการณ์อุทกภัยบริเวณพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งโดยส่วนใหญ่กระทบโรงงานผลิตถุงมือยางบางแห่งของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย และคาดว่าจะได้รับเงินชดเชยในปี 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 1,265.7 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษในช่วงปลายปี แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/68 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยขาดทุน 325.7 ล้านบาท สอดคล้องกับปริมาณขายยางธรรมชาติที่กลับเข้าสู่ระดับปกติและกำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัว
นายวีรสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในปี 2569 มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังแรงกดดันจากตลาดล่วงหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2568 เริ่มคลี่คลาย ขณะที่อุปทานโลกยังคงมีข้อจำกัดจากการลดลงของพื้นที่เพาะปลูกในประเทศผู้ผลิตหลัก รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่อาจส่งผลต่อผลผลิตยางธรรมชาติ โดยบริษัทฯ มองว่าราคายางพาราในตลาด SICOM ได้เริ่มสะท้อนสัญญาณเชิงบวกจากการปรับตัวขึ้นจากช่วงต้นปี 2569 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงติดตามปัจจัยด้านอุปสงค์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่วนต่างราคาระหว่างยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ ซึ่งหากแคบลงจะช่วยสนับสนุนการใช้ยางธรรมชาติในบางอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้ราคายางกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้แดินหน้าโครงการนำร่องธุรกิจปาล์มน้ำมันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ สอดรับกับแนวโน้มราคาปาล์มที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มความมั่นคงและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)





