กลุ่มธุรกิจสหรัฐฯ เรียกร้องขอคืนภาษี หลังศาลเพิกถอนมาตรการทรัมป์

กลุ่มธุรกิจ องค์กรภาคประชาสังคม และสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาแสดงความยินดีต่อคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ที่เพิกถอนการใช้อำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการกำหนดภาษี โดยระบุว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นการยืนยันอำนาจของรัฐสภา และช่วยบรรเทาภาระของภาคธุรกิจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียงว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตด้วยการอ้างอำนาจฉุกเฉินเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ และประกาศให้ภาษีจำนวนมากที่บังคับใช้ในปีที่แล้วเป็นโมฆะ

นีล แบรดลีย์ รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายของหอการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่า คำตัดสินนี้เป็น “ข่าวดีสำหรับภาคธุรกิจและผู้บริโภค” พร้อมชี้ว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานอันเป็นผลจากมาตรการภาษี

เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีที่จัดเก็บโดยมิชอบ และปรับนโยบายภาษีโดยรวมใหม่เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของครอบครัว

ด้านกลุ่ม “We Pay the Tariffs” ซึ่งเป็นแนวร่วมที่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก ก็เรียกร้องให้มีการคืนภาษีแบบ “ครบถ้วน รวดเร็ว และโดยอัตโนมัติ” โดยระบุว่า สมาชิกจำนวนมากได้จ่ายภาษีไปหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่ง “ไม่ควรถูกจัดเก็บตั้งแต่แรก”

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ มิทช์ แมคคอนเนลล์ จากรัฐเคนทักกี สังกัดพรรครีพับลิกัน ก็ออกมาขานรับคำตัดสินดังกล่าว

“ข้ออ้างที่ไร้น้ำหนักของสงครามการค้าครั้งใหญ่กับมิตรประเทศของอเมริกาเห็นได้ชัดเจนมานานก่อนคำตัดสินในวันนี้” แมคคอนเนลล์ระบุในแถลงการณ์ว่า “ประชาชนอเมริกันทราบดีอยู่แล้วว่า เมื่อรัฐบาลตั้งกำแพงการค้าเทียมขึ้น การผลิตและการบริโภคภายในประเทศก็มีต้นทุนสูงขึ้น”

เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง ปัจจุบันสังกัดสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า คำตัดสินนี้อาจจำกัดการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางภูมิเศรษฐศาสตร์เพื่อการตอบสนองอย่างรวดเร็ว แม้จะยังสามารถนำมาใช้ในการเจรจาการค้าผ่านช่องทางกฎหมายอื่นได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจบางแห่งเตือนว่า ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยกังวลว่าอาจมีการนำมาตรการภาษีกลับมาใช้อีกครั้งผ่านกลไกทางกฎหมายอื่น ๆ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.พ. 69)