
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงถึงขีดสุด หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันโจมตีอิหร่านขนานใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทำลายแสนยานุภาพทางทหาร โครงการขีปนาวุธ และอาจปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
*เส้นทางสู่จุดแตกหัก
รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงกดดันอย่างหนักตั้งแต่ต้นปี หลังเศรษฐกิจทรุดตัวและเกิดการประท้วงทั่วประเทศในเดือนมกราคม การปราบปรามอย่างเข้มข้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังเป็นที่ถกเถียงกัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ รายงานตัวเลขยืนยันแล้วกว่า 7,000 ราย และทางการอิหร่านระบุว่ามีผู้เสียชีวิตราว 3,000–5,000 คน
รัฐบาลวอชิงตันในเวลานั้นประกาศสนับสนุนผู้ประท้วง และส่งกำลังทหารรวมถึงยุทโธปกรณ์จำนวนมากเข้าสู่ภูมิภาค โดยผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพ “พร้อมปฏิบัติการเต็มรูปแบบ”
*ความพยายามเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลว
แม้มีการเสริมกำลังทางทหาร แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบใหม่กับอิหร่าน โดยการเจรจารอบล่าสุดที่สวิตเซอร์แลนด์สิ้นสุดลงเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ซึ่งอิหร่านให้คำมั่นว่าจะ “ไม่สะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ” เพิ่มเติม และผู้ไกล่เกลี่ยจากโอมานระบุว่ามีความคืบหน้าในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการตัดสินใจใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ
*ทำไมสหรัฐฯ จึงโจมตีอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวในแถลงการณ์ช่วงเช้ามืดวันเสาร์ว่า ปฏิบัติการซึ่งกระทรวงกลาโหมตั้งชื่อว่า “Operation Epic Fury” มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามเร่งด่วนของระบอบอิหร่าน”
เหตุผลหลักที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การจำกัดโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล และการขจัดภัยคุกคามต่อกองกำลังและพันธมิตรของสหรัฐฯ
แม้ทรัมป์ยืนยันว่าอิหร่านไม่อาจมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ และกล่าวว่าโครงการดังกล่าวถูก “ทำลายสิ้นซาก” ไปแล้วจากการโจมตีครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เคยประเมินว่าอิหร่านยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2546 และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเตหะรานกำลังมุ่งหน้าสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน แม้ชาติตะวันตกจะแสดงความกังวลต่อระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่อิหร่านดำเนินการ
ทรัมป์ยังอ้างถึงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่อาจคุกคามยุโรปและแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ แม้หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เองจะเคยประเมินว่าอิหร่านอาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2578 กว่าจะพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปได้สำเร็จก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังหยิบยกเหตุการณ์ในอดีต ทั้งวิกฤตจับตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ ในเตหะรานเมื่อปี 2521, เหตุระเบิดค่ายทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในกรุงเบรุตปี 2526 ตลอดจนการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค มาเป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจ
*เหตุผลของอิสราเอล
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มองว่าอิหร่านคือภัยคุกคามสำคัญที่สุดต่อความมั่นคงของอิสราเอล หลังจากอิสราเอลทำลายศักยภาพของกลุ่มฮามาสในกาซาและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเมื่อปีก่อน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเทลอาวีฟอาจรอโอกาสกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านโดยตรงอีกครั้ง
เนทันยาฮูย้ำว่า ระบอบอิสลามในอิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ปลดแอกตนเองจากการปกครองแบบเผด็จการ”
การกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านโดยตรงจึงถูกมองว่าเป็นการเดินเกมเชิงยุทธศาสตร์ และอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในประเทศอิสราเอล ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
*มุ่งเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง?
ทั้งทรัมป์และเนทันยาฮูส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน ทรัมป์กล่าวโดยตรงถึงประชาชนอิหร่านว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว” และระบุว่าเมื่อปฏิบัติการสิ้นสุด ประชาชนควรลุกขึ้นยึดอำนาจคืน
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลบางรายย้ำว่า เป้าหมายหลักยังคงมุ่งไปที่โครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางทหาร
*ภาพรวมสถานการณ์
รูปแบบการโจมตีในปฏิบัติการ “Epic Fury” แตกต่างจากปฏิบัติการครั้งก่อน ๆ เพราะเริ่มโจมตีในเวลากลางวันของวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันทำงานปกติ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในวงกว้าง
แรงระเบิดดังขึ้นในย่านปาสเตอร์ของกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักและสำนักงานผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี แหล่งข่าวอิสราเอลระบุว่า มีการค้นพบร่างของเขาในซากปรักหักพังของอาคารที่พักซึ่งถูกถล่มจนพินาศ นอกจากนี้ การโจมตียังมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญระดับสูงคนอื่นๆ เช่น ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน และผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สื่อทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของคาเมเนอีในเวลาต่อมา ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตทั่วประเทศอย่างน้อย 200 ราย และบาดเจ็บกว่า 700 ราย หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดคือการโจมตีโรงเรียนหญิงทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 ราย
แหล่งข่าวอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการอาจดำเนินต่อเนื่อง “หลายวัน หรือมากกว่านั้นหากจำเป็น” เช่นเดียวกับผู้นำสหรัฐฯ ที่ยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายสันติภาพ
การโจมตี “อย่างหนักและแม่นยำจะดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้งตลอดทั้งสัปดาห์ หรือนานเท่าที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของเราในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง และทั่วโลก!” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social
*อิหร่านโต้กลับทั่วภูมิภาค
อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉย โดยได้เปิดฉากตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีประเทศที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอล
มีรายงานเหตุการณ์วุ่นวายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน จอร์แดน และ ซาอุดีอาระเบีย การโจมตีด้วยโดรนสร้างความเสียหายที่สนามบินคูเวต เสียงระเบิดดังสนั่นตั้งแต่ชายหาดในดูไบไปจนถึงถนนในกรุงโดฮา ขณะที่การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกต้องหยุดชะงักลง
ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ยังไม่มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ และความเสียหายต่อฐานทัพอยู่ในระดับจำกัด
รัฐบาลอิหร่านประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การรุกรานที่ผิดกฎหมายและไม่มีการยั่วยุก่อน” พร้อมยืนยันว่าการตอบโต้กลับเป็นสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง
ปัจจุบันความเสียหายทั้งในอิหร่านและทั่วทั้งภูมิภาคยังคงอยู่ระหว่างการประเมิน แต่สถานการณ์นี้ได้สร้างความหวั่นวิตกว่าจะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบที่อาจกลืนกินทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง
*สรุปเหตุการณ์สำคัญ:
- 13 มิ.ย. 2568 – อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายนิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน จุดชนวนการเผชิญหน้ารอบใหม่ โดยในขณะนั้นสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางอ้อมเรื่องนิวเคลียร์ ทำให้บรรยากาศการทูตตึงเครียดทันที
- 22 มิ.ย. 2568 – สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญของอิหร่านที่ Natanz, Fordow และ Isfahan วอชิงตันระบุว่าเป็นการสกัดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเตหะราน ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าโครงการยังเดินหน้าต่อได้
- 24 มิ.ย. 2568 – หลังสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดยิงตามแรงผลักดันของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี แม้การสู้รบยุติลง แต่ความไม่ไว้วางใจยังฝังลึก
- 2 ก.ค. 2568 – ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ลงนามระงับความร่วมมือบางส่วนกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จำกัดการเข้าตรวจสอบสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน
- 22 ก.ค. 2568 – รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านประกาศชัดว่า เตหะรานจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้บางส่วนของโครงสร้างจะได้รับความเสียหายจากสงคราม
- 12 ส.ค. 2568 – ทางการอิหร่านกวาดล้างจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายหมื่นคน หลังเกิดกระแสประท้วงและความไม่สงบภายในประเทศภายหลังสงคราม
- 22 ส.ค. 2568 – อิหร่านตกลงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ
- 28 ส.ค. 2568 – สามประเทศยุโรปเดินหน้ากลไก “snapback” เพื่อรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์
- 1 พ.ย. 2568 – โอมานในฐานะตัวกลางเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเจรจากันอีกครั้ง ขณะที่อิหร่านย้ำว่าจะไม่หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
- 7 พ.ย. 2568 – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า อิหร่านร้องขอให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และระบุว่าตนพร้อมหารือ หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสม
- 28 ธ.ค. 2568 – เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองของอิหร่าน หลังค่าเงินเรียลอ่อนค่าหนัก กระทบค่าครองชีพประชาชนอย่างรุนแรง
- 8 ม.ค. 2569 – รัฐบาลอิหร่านสั่งปิดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์ประท้วงที่ลุกลาม
- 13 ม.ค. 2569 – ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้ประท้วงอิหร่าน และเตือนว่า “ทุกทางเลือกยังเปิดอยู่” หากการทูตไม่คืบหน้า พร้อมส่งกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าสู่ภูมิภาคเพิ่มเติม
- 6 ก.พ. 2569 – สหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มเจรจาทางอ้อมรอบใหม่ที่นครเจนีวา โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง
- 17 ก.พ. 2569 – การหารือระดับสูงดำเนินต่อ แม้ยังมีช่องว่างความเห็นสำคัญระหว่างสองฝ่าย
- 22 ก.พ. 2569 – โอมานเผยว่าการพูดคุยมี “สัญญาณบวก” แต่ยังต้องใช้เวลาในการหาจุดร่วม
- 26 ก.พ. 2569 – การเจรจารอบที่สามสิ้นสุดลง โอมานระบุว่ามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และเตรียมหารือต่อที่เวียนนา
- 27 ก.พ. 2569 – ฝ่ายไกล่เกลี่ยเผยว่า อิหร่านยอมลดระดับกิจกรรมนิวเคลียร์ลงบางส่วน ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เตือนว่า หากการทูตล้มเหลว มาตรการอื่นก็พร้อมถูกนำมาใช้
- 28 ก.พ. 2569 – สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านพร้อมกัน เสียงระเบิดดังขึ้นในกรุงเตหะรานและหลายเมืองสำคัญ ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนไปยังเป้าหมายในภูมิภาค รวมถึงประเทศที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ความตึงเครียดจึงยกระดับสู่ภาวะที่เสี่ยงกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)





