
บรรดาผู้นำโลกต่างออกมาแสดงความกังวล หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่โจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการระดมโจมตีเป้าหมายของอิสราเอลและสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค
มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนี้ ขณะที่หลายประเทศในตะวันออกกลางสั่งปิดน่านฟ้าทันที การยกระดับความรุนแรงอย่างรวดเร็วได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประชาคมโลก นำมาซึ่งกระแสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบและกลับสู่กระบวนการทางการทูตโดยด่วน
ท่าทีจากมหาอำนาจและยุโรป
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกมาประณามการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่าเป็น “การรุกรานทางทหารที่ไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเหตุอันควร” ต่อรัฐสมาชิกอธิปไตยของสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้กลับมาแก้ไขความตึงเครียดด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต
ด้านผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในอิหร่าน และย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยระบุว่า “เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นสูงสุด ปกป้องพลเรือน และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด” ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ได้ประสานเสียงยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้กลับสู่โต๊ะเจรจา
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยุโรปหลายประเทศเริ่มตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของอิสราเอล โดยนอร์เวย์แสดงความกังขาต่อสิ่งที่อิสราเอลอ้างว่าเป็น “การชิงโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตนเอง” (Pre-emptive strike) ซึ่งตามหลักการแล้วจะต้องมีภัยคุกคามที่จวนตัวอย่างชัดเจนเท่านั้น ส่วนนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน กล่าวว่า สเปนปฏิเสธการใช้กำลังทางทหารฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมเตือนว่าการกระทำดังกล่าวจะยิ่งทำให้ระเบียบโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนและเป็นอันตรายมากขึ้น
ความกังวลจากตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศมุสลิม
รัฐบาลในตะวันออกกลางต่างหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์นี้จะลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค โดยโอมานซึ่งเคยเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แสดงความผิดหวังที่ความพยายามทางการทูตถูกทำลายลง ขณะที่อียิปต์เตือนว่าความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงของโลก
ทางด้านสันนิบาตอาหรับ (Arab League) เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งคลี่คลายสถานการณ์เพื่อช่วยให้ภูมิภาครอดพ้นจากวงจรแห่งความรุนแรง
เสียงสะท้อนจากอเมริกาใต้ เอเชียใต้ และแอฟริกา
รัฐบาลบราซิลได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายตัวของการสู้รบ พร้อมเน้นย้ำถึงการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือน
ทางด้านปากีสถานระบุว่ารู้สึกเสียใจต่อการล่มสลายของการเจรจาและการปะทุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยย้ำถึงความจำเป็นในการยึดถือหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการทางการทูตเพื่อหาทางออกอย่างสันติ
ในส่วนของทวีปแอฟริกา มาห์มูด อาลี ยูซุฟ ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการยกระดับทางทหาร โดยเตือนว่าหากสถานการณ์เลวร้ายลงจะกระทบต่อเสถียรภาพของโลก ขณะที่เซเนกัลและแกมเบียร่วมเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและเน้นย้ำการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาและวิธีทางการทูต
ความเคลื่อนไหวจากองค์กรระหว่างประเทศ
ด้านนางมีรยานา สปอลยาริช ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสงคราม (Rules of war) และขอให้ทุกฝ่ายแสดงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อป้องกันการเสียชีวิตและการทำลายล้างที่จะเกิดขึ้นมากกว่านี้
ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประณามการใช้กำลังของทั้งสองฝ่ายที่ทำลายสันติภาพและความมั่นคงของโลก “ผมขอสนับสนุนอย่างยิ่งให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาทันที” กูเตอร์เรสกล่าว
อย่างไรก็ดี แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉินเมื่อบ่ายวันเสาร์ แต่ยังไม่มีรายงานการบรรลุข้อตกลงหรือมาตรการบังคับใช้ใดๆ ออกมาในขณะนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)





