
สื่อทางการอิหร่านยืนยันในวันนี้ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีร่วมของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ ส่งผลให้อิหร่านเปิดฉากยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่เป้าหมายของอิสราเอลและสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคทันที
เกิดอะไรขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา? ทำไมสหรัฐฯ และอิสราเอลจึงตัดสินใจลงมือในเวลานี้? อิหร่านจะตอบโต้อย่างไรบ้าง? และความขัดแย้งครั้งนี้จะขยายตัวเป็นสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่?
เกิดอะไรขึ้น?
อิสราเอลประกาศเมื่อเช้าวันเสาร์ว่าได้เปิดปฏิบัติการ “ชิงโจมตีก่อน” โดยส่งฝูงบินรบประมาณ 200 ลำ เข้าโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศและฐานยิงขีปนาวุธในภาคตะวันตกและภาคกลางของอิหร่านพร้อมกันหลายจุด
ภายหลังการประกาศของอิสราเอลไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า กองกำลังสหรัฐฯ กำลังดำเนิน “ปฏิบัติการขนาดใหญ่และต่อเนื่อง” โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายอุตสาหกรรมการผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน
ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในภูมิภาคเป็นเป้าหมายโจมตีที่ชอบธรรม พร้อมระดมถล่มทรัพย์สินของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุระเบิดในหลายประเทศ อาทิ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย
นอกจากนี้ สื่ออิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัยอีกต่อไปเนื่องจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล
สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านเปิดเผยว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ส่งผลกระทบถึง 24 จังหวัด จากทั้งหมด 31 จังหวัดทั่วประเทศ มียอดผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 201 ราย และบาดเจ็บ 747 ราย ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า อาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 160 รายจากการโจมตีทางอากาศใส่โรงเรียนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งประธานาธิบดีอิหร่านได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้มนุษยธรรม”
ในกรุงเตหะราน ขีปนาวุธได้ตกใกล้กับที่ทำการของผู้นำสูงสุด คาเมเนอี และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน โดยเมื่อวันเสาร์ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาประกาศว่าคาเมเนอีเสียชีวิตจากการโจมตี ก่อนที่สื่อทางการอิหร่านได้ออกมายืนยันข่าวดังกล่าวในวันอาทิตย์ พร้อมประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 40 วัน
ทำไมต้องเป็นตอนนี้?
ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุในวิดีโอความยาว 8 นาทีว่า วัตถุประสงค์หลักคือ “การปกป้องชาวอเมริกันด้วยการกำจัดภัยคุกคามที่จวนตัว” จากอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมอิสราเอลที่ระบุว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อ “ขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล”
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า วาทกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการเปลี่ยนรัฐบาลและอำนาจการปกครองในอิหร่านผ่านการใช้กำลังทหาร เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนี้แตกต่างจากการโจมตีฐานผลิตนิวเคลียร์ใต้ดินในปี 2568 เพราะครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่เขตเมืองและที่ตั้งหน่วยงานระดับแกนนำหลายจุด
มูฮัมหมัด นาเดอร์ อัล-โอมารี นักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวซีเรีย วิเคราะห์ว่า จังหวะเวลาการโจมตีถูกเลือกเพื่อหวังผลสูงสุดในการกำจัดผู้นำระดับสูงของอิหร่านในขณะที่บรรดาผู้นำเหล่านี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์บัญชาการ โดยทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างต้องการผลลัพธ์ที่เด็ดขาด รวดเร็ว และมีการสูญเสียน้อยที่สุด
เพนตากอนได้ตั้งชื่อปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “Operation Epic Fury” ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าอาจดำเนินต่อไปอีกหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ขณะที่สื่ออิสราเอลเผยว่ามีการวางแผนเรื่องนี้มานานหลายเดือนแล้ว
ก่อนเริ่มการโจมตี รัฐบาลทรัมป์ได้เสริมกำลังทหารในตะวันออกกลางสูงสุดนับตั้งแต่การบุกอิรักในปี 2546 ในขณะที่อิสราเอลใช้ฝูงบินรบสมรรถนะสูงกว่า 300 ลำ พร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่ออกแบบมาเพื่อรับมือตั้งแต่จรวดระยะใกล้ ระยะกลาง ไปจนถึงขีปนาวุธพิสัยไกล
หลิว ชาง ผู้เชี่ยวชาญจาก China Institute of International Studies (CIIS) ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองของกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า เป้าหมายของการโจมตีคือการทำให้โครงสร้างการสั่งการระดับสูงของอิหร่านเป็นอัมพาต และลดทอนขีดความสามารถในการต่อต้านภายในประเทศ เพื่อใช้แรงกดดันทางทหารเป็นข้อต่อรองในการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อิหร่านจะโต้กลับอย่างไร?
สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเป็นเจ้าหน้าที่อิหร่านว่า ขณะนี้อิหร่าน “ไม่มีเส้นแดง” หรือขีดจำกัดในการตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอลอีกต่อไป ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ รวมถึงสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“เราไม่แปลกใจกับการรุกรานครั้งนี้ การตอบโต้ของเราจะเป็นไปอย่างเต็มรูปแบบ เปิดกว้าง และไม่มีกำหนดระยะเวลา” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวระบุ
แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะมีข้อได้เปรียบทางทหารอย่างมหาศาล แต่อิหร่านยังมีขีดความสามารถในการตอบโต้ที่รุนแรง โดยเฉพาะคลังขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นหนึ่งในคลังแสงที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในตะวันออกกลาง โดยขีปนาวุธบางรุ่นสามารถยิงถึงอิสราเอลได้ภายในเวลาประมาณ 12 นาที
ในทางการทูต อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้มีมาตรการยับยั้งการโจมตี พร้อมยืนยันสิทธิในการป้องกันตนเองและประกาศจะตอบโต้ “อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที” จนกว่าการรุกรานจะยุติลงอย่างไม่มีเงื่อนไข
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงยกระดับการโจมตี อาจส่งผลให้อิหร่านประสานงานกับกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค อาทิ กลุ่มฮูตีในเยเมน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกองกำลังชีอะห์ในอิรัก เพื่อรุมโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วตะวันออกกลาง
สถานการณ์จะลุกลามบานปลายหรือไม่?
หลังจากประกาศการเสียชีวิตของคาเมเนอี ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวต่อไปว่า “การทิ้งระเบิดอย่างหนักและแม่นยำจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีหยุดยั้งตลอดทั้งสัปดาห์ หรือตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างสันติภาพทั่วตะวันออกกลางและทั่วโลก!”
แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มจากการคำนวณอย่างรอบคอบ อาจลุกลามกลายเป็นเพลิงสงครามระดับภูมิภาคที่ยากจะควบคุม
อาเดล อัล-กูไรรี นักวิเคราะห์การเมืองชาวอิรักและอาจารย์มหาวิทยาลัยแบกแดด กล่าวว่า “วิถีทางการทูตล้มเหลวแล้ว” และการโจมตีครั้งนี้คือการยอมรับว่า พวกเขาเชื่อว่าทางเลือกทางทหารคือเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ในการยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ขณะที่ ฮุสซัม อัล-ดานี นักวิเคราะห์ชาวปาเลสไตน์ มองว่า ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียอาจต้องเผชิญกับความกดดันในการเลือกข้าง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงขึ้น
นอกจากปัจจัยด้านความมั่นคงแล้ว ปัจจัยการเมืองภายในก็มีส่วนสำคัญ โดยนักวิจัยชาวซีเรียเชื่อว่า ทรัมป์ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วเพื่อสร้างคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ต้องการกระชับอำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอล
ในเชิงเศรษฐกิจ วิลเลียม แจ็กสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 0.7% โดยเฉพาะการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของทั้งโลก จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในทันที ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)





