
การโจมตีตอบโต้กันอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สำคัญ
แม้รัฐบาลอิหร่านจะยังไม่ประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานจากเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มส่งสัญญาณวิทยุเตือนไม่ให้เรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) เกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในบริเวณใกล้เคียง ทำให้เจ้าของเรือหลายราย รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก เริ่มตัดสินใจเลี่ยงเส้นทางหรือหยุดเดินเรือเพื่อรอดูสถานการณ์ ซึ่งหากสถานการณ์นี้ยังคงยืดเยื้อต่อไป หรือเส้นทางนี้ถูกปิดลง ก็จะเป็นการซ้ำเติมภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานในตลาดโลก และจะส่งผลสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
*ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซกับตลาดพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างประเทศโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในฝั่งหนึ่ง และประเทศอิหร่านในอีกฝั่งหนึ่ง โดยเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซีย (หรืออ่าวอาหรับ) กับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับที่อยู่ถัดออกไป
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้าง ณ จุดที่แคบที่สุด เพียง 33 กิโลเมตร และมีช่องทางสำหรับการเดินเรือกว้างเพียงฝั่งละ 3 กิโลเมตร เท่านั้น ซึ่งลักษณะที่แคบเช่นนี้ทำให้พื้นที่นี้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีได้ง่าย
แต่ถึงแม้จะเป็นเส้นทางที่แคบ ช่องแคบแห่งนี้กลับสามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้ และกลายเป็นเส้นทางสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากหลายประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย คูเวต อิรัก คาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ข้อมูลจากหน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่าในปี 2567 มีน้ำมันดิบขนส่งผ่านเส้นทางนี้เฉลี่ยถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากน้ำมันแล้ว พื้นที่นี้ยังเป็นทางผ่านสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยเฉพาะจากกาตาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการค้า LNG ทั่วโลก
*เอเชียกระทบหนักหากห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
ในทางกลับกัน ตลาดเอเชียพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก โดยรับน้ำมันดิบและก๊าซผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นหากการขนส่งติดขัดต่อเนื่อง จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศ
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ตลาดเอเชียถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจาก 84% ของน้ำมันดิบ และ 83% ของก๊าซ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ที่ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งรวมกันแล้วรับน้ำมันจากเส้นทางนี้ถึง 69% ของปริมาณทั้งหมด ดังนั้นการหยุดชะงักใด ๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม และโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย
แม้ว่าขณะนี้อิหร่านจะยังไม่ประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการ แต่การส่งสัญญาณว่าไม่อนุญาตให้เรือผ่าน ทำให้หลายบริษัทเดินเรือและเจ้าของเรือระงับการจราจรผ่านพื้นที่ดังกล่าวเป็นการป้องกันความเสี่ยง นักวิเคราะห์จาก Kpler เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการหยุดชะงักของการเดินเรือ โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซอย่างน้อย 150 ลำจอดทอดสมอรออยู่บริเวณนอกช่องแคบ เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังจากมีรายงานเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ชายฝั่งโอมาน
ด้านบริษัท Lipow Oil Associates ประเมินว่า แม้โรงงานน้ำมันของอิหร่านจะยังไม่ตกเป็นเป้าหมายโดยตรงในตอนนี้ แต่การโจมตีที่เกิดขึ้นได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคอย่างนัยสำคัญ โดยเขาประเมินว่า “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” คือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ตามด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์ ซึ่งเขามองว่ามีความเป็นไปได้ถึง 33% เนื่องจากอิหร่านอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกต้อนให้จนมุม
*ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด: ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์
หากอิหร่านปิดช่องแคบ ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกจะรุนแรงมหาศาล โดยฝ่ายวิจัยพลังงานของ MST Marquee ชี้ว่า สถานการณ์นี้อาจรุนแรงกว่าเหตุการณ์คว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มอาหรับและการปฏิวัติอิหร่านในช่วงทศวรรษ 1970 ถึงสามเท่า และอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุเลขสามหลัก หรือมากกว่า 100 ดอลลาร์ ในขณะที่ราคาก๊าซ LNG อาจกลับไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหมือนในปี 2565
ด้านนักวิเคราะห์จาก RBC และ Barclays คาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากการปิดทางผ่านนี้ยาวนานหรือกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกพลังงานอย่างรุนแรง เนื่องจากแรงกดดันทั้งด้านอุปทานและต้นทุนประกันภัยของการเดินเรือ
สอดคล้องกับความเห็นของผู้อำนวยการโครงการจาก International Crisis Group ที่เตือนว่า หากมีการปิดช่องแคบจริง ราคาน้ำมันจะไม่ใช่แค่ขยับขึ้นธรรมดา แต่จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงจากความตื่นตระหนก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสภาวะทางการเงินและอัตราเงินเฟ้อในวงกว้าง
ทั้งนี้ ราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา น้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดที่ 72.48 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 19% จากต้นปี) และน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 16% จากต้นปี)
*แรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ
ในเชิงมหภาค นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบพุ่งไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและคงอยู่ที่ระดับนี้เป็นเวลานาน จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อโลกอีกประมาณ 0.6-0.7%
สถานการณ์นี้จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในที่สุดหากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





