TBN กางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้พุ่ง 15-20% รุกหนักโซลูชัน “End-to-End Lending” ครบวงจร

นายปนายุ ศิริกระจ่างศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น [TBN] เปิดเผยว่าถึงทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากปีก่อน โดยวางกลยุทธ์รุกตลาดสถาบันการเงิน (BFSI) อย่างจริงจัง ผ่านโซลูชันด้านระบบสินเชื่อครบวงจร (End to End Lending) พร้อมปรับแนวทางดำเนินธุรกิจจากการขายเทคโนโลยี มาเป็นการขายโซลูชันเชิงธุรกิจ (Business Solution Sales) ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ให้ลูกค้าโดยตรง ชูจุดแข็งการใช้แพลตฟอร์ม Low-Code ผสานเทคโนโลยี AI ช่วยองค์กรเร่ง Digital Transformation ได้รวดเร็วและคุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทมีฐานรายได้ประจำ (Recurring Income) จากแพลตฟอร์ม Low-Code อย่าง Mendix รวมถึงบริการ Cloud และงานดูแลระบบ (Maintenance Service) รวมราว 270 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นรายได้ที่มีเสถียรภาพ และเป็นฐานสำคัญต่อการขยายธุรกิจโซลูชันใหม่ๆ ในปีนี้

โดยกลยุทธ์หลักปี 2569 บริษัทมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งยังมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายด้านคุณภาพสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยง โดย TBN พัฒนาโซลูชัน “End-to-End Lending” ครอบคลุมกระบวนการปล่อยสินเชื่อครบวงจร ตั้งแต่ระบบรับคำขอสินเชื่อ (Loan Origination) การบริหารพอร์ตสินเชื่อ (Loan Management) ระบบ ติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collection) ไปจนถึงการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPA) เนื่องจากสภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินต้องการเครื่องมือบริหารลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำ โซลูชันของบริษัทจึงได้รับความสนใจ โดยปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มไฟแนนซ์ระดับประเทศใช้งานแล้ว 3-4 ราย และยังมีอีกหลายโครงการอยู่ระหว่างการเจรจา

นอกจากนี้ TBN ได้ปรับกลยุทธ์การขายจาก Technology Platform สู่ Business Solution โดยใช้ความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละอุตสาหกรรมมาวิเคราะห์ Pain Point ของลูกค้า ก่อนออกแบบโซลูชันแบบ Tailor-Made ที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานจริง การผสาน AI กับแพลตฟอร์ม Low-Code ช่วยลดระยะเวลาพัฒนาระบบจากเดิมที่อาจใช้เวลา 1-2 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน เพิ่มความคล่องตัวในการแข่งขันให้กับองค์กรลูกค้า

ทั้งนี้ บริษัทยังเปิดกว้างต่อโอกาสทำดีลควบรวมกิจการ (M&A) หรือร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อเสริมขีดความสามารถของโซลูชัน และขยายฐานลูกค้าใน อุตสาหกรรมใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามความชัดเจนของงบลงทุนภาครัฐ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชนเกิดความล่าช้า ซึ่งอาจกระทบต่อจังหวะการรับรู้รายได้ แต่ผู้บริหารยังเชื่อมั่นว่าแนวโน้ม การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของสถาบันการเงินจะยังเติบโตต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการขยายตัวของ TBN ในระยะยาว

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 19.79 ล้านบาท ลดลง 2.49 ล้านบาท หรือลดลง 11% มีรายได้จากการให้บริการรวม 382.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.32 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้น 11% แยกเป็นรายได้งานพัฒนาระบบดิจิทัลและงานให้คำปรึกษา 128.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% รายได้จากกลุ่มบำรุงรักษาระบบและสนับสนุนด้านเทคโนโลยีมีรายได้อยู่ที่ 209.93 ล้านบาท รายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน และมีรายได้จากงานอื่น ๆ 37.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 400% จากบริการที่นอกเหนือจากงาน Mendix เช่น งานด้านบริหารสินเชื่อ (Loan Management System LMS) และระบบติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collection System) รวมถึงงานบริการด้านการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งสะท้อนสัญญาณเชิงบวกจากการขยายแหล่งรายได้บริการใหม่ในอนาคต

“รายได้จากการให้บริการในกลุ่มงานพัฒนาระบบดิจิทัลและงานให้คำปรึกษา ในมิติทั้งปี (12 เดือน) ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากฐานรายได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีก่อน ที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับลดการรับรู้ความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ภายหลังการขยายระยะเวลาดำเนินงาน ส่งผลให้รายได้ในไตรมาสดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ฐานรายได้ของปีก่อนต่ำกว่าระดับปกติ ดังนั้น การเติบโตของรายได้ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) จึงได้รับผลจากฐานรายได้ที่ต่ำในปีก่อน ทั้งนี้ หากตัดผลกระทบจากการปรับลดการรับรู้ความคืบหน้าในปี 2567 ออก จะพบว่าอัตราการเติบโตของรายได้ในปีนี้ยังคงชะลอตัวเล็กน้อย สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในภาคเทคโนโลยีที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า และทำให้จำนวนโครงการใหม่ลดลง” นายปนายุ กล่าว

อย่างไรก็ดี ในปี 2568 บริษัทยังคงรักษาอัตราส่วนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 4.03 เท่า ลดลงจาก 4.58 เท่า ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นได้อย่างเพียงพอ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.53% ลดลงจาก 25.47% ในปีก่อน เกิดจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้ในส่วนงานที่มีกำไรสูงลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.05 เท่า ลดลง จาก 0.07 เท่า สะท้อนถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแรง และระดับความเสี่ยงทางการเงินที่อยู่ในระดับต่ำ

โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) รวม 361 ล้านบาท แบ่งเป็นงานพัฒนาระบบดิจิทัลและที่ปรึกษา 45 ล้านบาท งานบำรุงรักษาระบบและสนับสนุนเทคโนโลยี 246 ล้านบาท และงานอื่นๆ อีก 70 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ตามแผนดำเนินโครงการ ภายในปีนี้ประมาณ 233 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 128 ล้านบาท รับรู้ในปีถัดไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)