
บล.กรุงศรี คงมุมมองสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเป็นบวกกับ PTTEP และกลุ่มโรงกลั่น (หากการขนส่งติดขัดไม่เกิน 1-2 เดือน) อย่าง BCP โดยราคาพลังงานที่ผันผวนขึ้นทั้งน้ำมันดิบและก๊าซฯ จะหนุนราคาขายเฉลี่ยของ PTTEP และ OKEA (BCP ถือหุ้นร้อยละ 45.6) และ BCP ยังได้ประโยชน์จาก Stock Gain รวมถึงไม่ได้พึ่งพิงน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากเท่ากลุ่ม
ในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนขึ้นมาที่ระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งให้ PTTEP ซื้อขายไปที่ระดับ 150-160 บาทต่อหุ้น คงมุมมองสามารถเก็งกำไรได้ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อนสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลเชิงลบอย่างกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน (รัฐกลับมาแทรกแซงราคาน้ำมัน) และกลุ่มปิโตรเคมี (ปรับราคาขายตามต้นทุน Feedstock ได้ช้าในช่วง Oversupply)
ภาพสัปดาห์เหตุการณ์ในตะวันออกกลางช่วงวันที่ 2-3 มีนาคม 2569 ยังสร้างความกังวล Supply ตึงตัวต่อเนื่อง มีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากท่าส่งออกน้ำมันของอิหร่านเกาะคาร์ก คือ
– โรงกลั่น Ras Tanura ของ Saudi Aramco กำลังการผลิต 550 kbd หรือราวร้อยละ 0.5 ของกำลังการผลิตทั่วโลก หยุดผลิตเพื่อตรวจสอบความเสียหายจากพื้นที่บางส่วนได้รับผลกระทบจากเศษโดรนตกใส่
– Qatar Energy หยุดผลิต LNG (Force Majeure) หลังถูกโดรนอิหร่านโจมตีพื้นที่บางส่วน ทั้งนี้กาตาร์ผลิต LNG ราว 77 ล้านตัน คิดเป็นราวร้อยละ 18 ของ Supply LNG โลก (434 ล้านตัน) หรือคิดเป็นราว 1.5 ล้านตันต่อสัปดาห์
– อิรัก หยุดส่งออกน้ำมันดิบราว 0.2 mbd ผ่านท่อไปยังตุรกี
– การโจมตีท่า Fujairah ซึ่งปัจจุบันกลับมาดำเนินการปกติแล้ว เป็นต้น
ซึ่งน้ำหนักหลักยังอยู่ที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน, ค่าการกลั่น และ Spread ปิโตรเคมีในสัปดาห์ก่อน ไม่ได้มีนัยสำคัญเท่าสถานการณ์ปัจจุบัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





