
สถาบันการเงินสหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดด้านความมั่นคงไซเบอร์ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวน และเพิ่มความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการโจมตีไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านต่อระบบการเงินสหรัฐฯ
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต โดยกองกำลังอิสราเอลและสหรัฐฯ ยังคงระดมโจมตีเป้าหมายทั่วอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการเงินถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐฯ ครอบคลุมระบบชำระเงิน การหักบัญชี การชำระราคา รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขาย และตลาดพันธบัตรรัฐบาล จึงตกเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์มาอย่างต่อเนื่อง
ท็อดด์ เคลสแมน กรรมการผู้จัดการด้านไซเบอร์และเทคโนโลยีการเงินของสมาคมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์และตลาดการเงิน (SIFMA) กล่าวว่า ภาคธุรกิจยังคงเฝ้าระวังและพร้อมรับมือภัยคุกคาม โดยเฉพาะในช่วงที่ความเสี่ยงทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ SIFMA จัดการทดสอบรับมือเหตุไซเบอร์เป็นประจำทุกปี
ด้านมอร์นิ่งสตาร์ ดีบีอาร์เอส (Morningstar DBRS) ระบุว่า ความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญที่สุดต่อธนาคารและบริษัทจัดการสินทรัพย์ทั่วโลกน่าจะเป็นผลกระทบทางอ้อม เช่น สภาวะราคาน้ำมันที่แพงต่อเนื่องและผลกระทบต่อตัวผู้กู้ แต่ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านไซเบอร์อาจเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
รายงานปี 2568 ของศูนย์วิเคราะห์และแบ่งปันข้อมูลทางการเงิน (FS-ISAC) ระบุว่า ภาคการเงินเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของการโจมตีแบบ DDoS ในปี 2567 โดยมีชนวนเหตุมาจากสงครามระหว่างฮามาส-อิสราเอล และรัสเซีย-ยูเครน ที่กระตุ้นให้เกิดกระแสการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อหวังผลทางการเมือง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





