
หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า อิหร่านและกลุ่มตัวแทนของอิหร่าน อาจพุ่งเป้าโจมตีสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านจนเป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.)
รายงานการประเมินภัยคุกคามที่จัดทำโดยสำนักงานข่าวกรองและการวิเคราะห์ ในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ของสหรัฐฯ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านและกลุ่มตัวแทนของอิหร่านอาจก่อภัยคุกคามด้วยการโจมตีแบบระบุเป้าหมายต่อสหรัฐฯ แม้ว่าการโจมตีทางกายภาพเป็นวงกว้างนั้นยังไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ตาม
สำหรับในระยะสั้นนั้น รายงานดังกล่าวระบุว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ กลุ่มนักเคลื่อนไหวเจาะระบบ (hacktivists) ที่ฝักใฝ่อิหร่าน โดยกลุ่มนี้จะทำการโจมตีทางไซเบอร์ระดับล่างต่อเครือข่ายของสหรัฐฯ เช่น การบุกรุกหน้าเว็บไซต์ และการโจมตีแบบ DDoS หรือการโจมตีเพื่อให้ระบบหยุดทำงาน
รายงานของ DHS ซึ่งลงวันที่ 28 ก.พ. ยังระบุด้วยว่า แม้การโจมตีทางกายภาพเป็นวงกว้างยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่อิหร่านและกลุ่มตัวแทนของอิหร่านอาจยังคงเป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการโจมตีแบบระบุเป้าหมายในเขตแดนสหรัฐฯ และเกือบจะแน่นอนว่าอิหร่านจะยกระดับมาตรการตอบโต้ หรือการปลุกระดมให้กระทำการ หากรายงานการเสียชีวิตของคาเมเนอีได้รับการยืนยัน
ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) อิหร่านได้ออกมายืนยันว่า คาเมเนอีเสียชีวิตจากการถูกโจมตีเมื่อวันเสาร์ ซึ่งสอดคล้องกับที่อิสราเอล และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศในตอนแรก
การประเมินของ DHS ยังระบุด้วยว่า อิหร่านน่าจะทำการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลางต่อไป และเกือบจะแน่นอนว่าอิหร่านจะออกมากล่าวโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ หากเกิดการประท้วงใด ๆ ที่มีสาเหตุมาจากแถลงการณ์ของปธน.ทรัมป์ที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน
คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DHS กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เธอกำลังประสานงานโดยตรงกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง ในขณะเดียวกันก็ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพยายายามขัดขวางภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





