
ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงมากขึ้นมีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% สอดคล้องกับการประเมิน ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่คาดว่าปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 1.6-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคา น้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ ยังกระทบ การขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้ง จากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ และครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว ในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวัน ออกกลางถูกยกเลิก
กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.
| %YoY | ปี 2568 | ปี 2569 (ณ ธ.ค.68 – ก.พ.69) | ปี 2569 (ณ มี.ค.69) |
| GDP | 2.4 | 1.6 ถึง 2.0% | 1.6 ถึง 2.0% |
| ส่งออก | 12.9 | -1.5 ถึง -0.5 % | -1.5 ถึง -0.5% |
| เงินเฟ้อ | -0.1 | 0.2 ถึง 0.7% | 0.2 ถึง 0.7 |
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. กล่าว ว่า กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มี.ค. กกร. ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการ ที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทาง อาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น
โดยภาพรวม หน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชน และแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจ และประชาชนอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับ การบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน
สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึงขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้า กลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ขณะนี้ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ซึ่ง กก ร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่ม ขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill-Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวน เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโต และความสามารถ ในการแข่งขัน ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”
ห่วงเงินเฟ้อเร่งตัวสูง
ด้าน นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ราคาน้ำมันถ้ายังอยู่ใน Baseline Scenario หรือเกิดความขัดแย้งประมาณ 1 เดือน และอาจมีผลต่อราคาน้ำมันโลก เป็นโจทย์ที่น่ากังวลใจ ที่ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) เคยพูดไว้คือใน CPI มีสัดส่วนน้ำมันประมาณ 13% ซึ่งราคาพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าประเภทอื่น ๆ ด้วย โดยธปท. ประเมินเบื้องต้นว่า ถ้าราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 10 ดอลลาร์/บาร์เรล ต่อปี จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.4-0.5%
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น แต่เชื่อว่า ธปท. จับตามองอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานว่า ต้นทุนของ ราคาน้ำมันจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าทั่วไปหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าโอกาสในการส่งผ่านมีอยู่บ้าง แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่ยังโตต่ำกว่า ศักยภาพ ดีมานด์ยังมีช่องว่าง ดังนั้น การส่งผ่านราคามาก ๆ ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง ในภาพรวมมองว่า จากสถานการณ์กองทุน น้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจไทย จึงมองว่าเงินเฟ้อไทยยังอยู่ในสถานการณ์ที่บริหารจัดการได้ แต่ต้องติดตามราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





