
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 กล่าวก่อนการประชุมว่า การประชุมวันนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมาชี้แจงว่าสถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลต่าง ๆ และประสานกับโฆษกของแต่ละกระทรวง เพื่ออัพเดตสถานการณ์ให้ถูกต้อง
โดยการประชุมวันนี้ จะให้สภาพัฒน์ฯ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงติดตามสถานการณ์น้ำมันในประเทศ และการขนส่ง ตลอดจนติดตามผลกระทบเรื่องราคาสินค้าต่าง ๆ อีกทั้งวันนี้ได้เชิญผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาทด้วย ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีมาตรการใดออกมารองรับเพิ่มเติมหรือไม่
- เล็งขอความร่วมมือเอกชนช่วยสต็อกน้ำมัน
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งจะนำมาหารือในที่ประชุมว่าจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าอย่างไรบ้าง รวมถึงเรื่องค่าขนส่ง และราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการด้วย
ทั้งนี้ จากการประเมินโดยกระทรวงพลังงาน ที่ระบุว่าจะมีน้ำมันใช้เพียงพอใน 60 วันนั้น ก็อาจสามารถยืดระยะเวลาได้มากกว่านั้น โดยการตัดบางสิ่ง เช่น การส่งออกแบบไม่มีสัญญา
“น้ำมันที่กลั่นมาแต่ละวัน มันล้น แต่เราต้องมาดูว่า ถ้ากลั่นมาล้นแล้ว จะเอาพื้นที่คลังน้ำมัน (Tank) ที่ไหนมาเก็บ ซึ่งคิดว่า ทางกระทรวงพลังงานต้องหารือกับผู้ประกอบการในทุกบริษัทว่า ถ้าน้ำมันล้นจริง จะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ช่วยจัดเก็บน้ำมันได้หรือไม่ ต้องดูว่า ผู้ประกอบการมีคลังน้ำมันเท่าไร ถือว่ารัฐบาลเอาน้ำมันมาฝาก หากน้ำมันยังมีปัญหาอยู่ ต้องมาดูความเป็นไปได้ว่า อย่างน้ำมันดีเซล จะเพิ่มเป็น B7 หรือ B10 ได้หรือไม่ หรือแก๊สโซฮอลล์ เพิ่มแอลกอฮอล์ไปผสมมากขึ้นได้หรือไม่” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





