
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนก.พ.69 อยู่ที่ระดับ 99.67 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.88% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงตามการเพิ่มเงินชดเชยจากกองทนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และค่ากระแสไฟฟ้าปรับลดลง ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับราคาเนื้อสุกร ไข่ไก่ และกลุ่มผลไม้สด ลดลงจากอุปทานที่ล้นตลาด
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ก.พ.69 อยู่ที่ระดับ 101.82 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.56% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อมายังราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคนั้น สนค.ได้ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของไทยในปี 2569 จากเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวไว้ใน 3 ฉากทัศน์ ดังนี้ – กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1-2% โดยคาดการณ์ว่าราคาอาหารสำเร็จรูปจะปรับเพิ่มขึ้นราว 10% ใน 10% ของพื้นที่ทั่วประเทศ – กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2-3% โดยคาดการณ์ว่าราคาอาหารสำเร็จรูปจะปรับเพิ่มขึ้นราว 10% ใน 20% ของพื้นที่ทั่วประเทศ – กรณีที่ 3 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก สูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อจะมากกว่า 3% โดยคาดการณ์ว่าราคาอาหารสำเร็จรูปจะปรับเพิ่มขึ้นราว 10% ใน 50% ของพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจากกรณีดังกล่าว มาจากความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบ และอาหารสำเร็จรูป (ที่มีน้ำหนัก 16% ในตะกร้าเงินเฟ้อ) รวมทั้งผลกระทบเพิ่มเติมจากค่าครองชีพอื่น ๆ ที่สูงขึ้น (ผลกระทบทางตรง-ทางอ้อม) และอ้างอิงจากกรณีศึกษาผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อยู่ที่ 97 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อของไทย อยู่ที่ 6.08% ผู้อำนวยการ สนค. ประเมินเบื้องต้นว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ จะอยู่ที่ระดับ 1-3% แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี สนค. ขอรอดูเงินเฟ้อในไตรมาส 1/69 (ม.ค.-มี.ค.) ก่อนที่จะทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อของทั้งปี 69 อีกครั้ง จากล่าสุด ที่กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปีนี้ ไว้ที่ 0.0-1.0% (ค่ากลางที่ 0.5%)คาดเงินเฟ้อมี.ค. รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากตอ.กลาง
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนมี.ค.69 คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ จากการร่วมปฎิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ทำให้ความไม่สงบและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อในเดือนมี.ค.นี้ ติดลบน้อยกว่าเดือนก.พ.69 และมีโอกาสจะกลับไปเป็นบวกได้
อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงราคาน้ำมัน แต่ก็ช่วยเรื่องเงินเฟ้อได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
“ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยยังเป็นบวก หมายความว่า แรงดึงยังมีอยู่ แต่พอค่าน้ำมัน ค่าไฟเพิ่ม ต้องดูมาตรการของภาครัฐอีกที ซึ่งต้องดู 2 ส่วน คือ 1.ด้านการช่วยลดค่าใช้จ่าย และ 2.การสร้างดีมานด์ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้” ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวจับตา “อาหารสำเร็จรูป” จ่อขึ้นราคา สำหรับประเภทสินค้าที่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในวงกว้าง ได้แก่ ราคาอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารจานเดียว เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว รวมถึงอาหารปรุงสำเร็จที่จำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น ตลอดจนค่ากระแสไฟฟ้า และค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง และการโดยสาร ซึ่งในส่วนของอาหารสำเร็จรูปนี้ มีสัดส่วนถึง 16% ในตะกร้าการคำนวณเงินเฟ้อ ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงมาก
“นอกจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว ต้องจับตาสินค้าอาหารสำเร็จรูปที่จะได้รับผลกระทบ เพราะเมื่อราคาขึ้นไปแล้ว ก็ยากที่จะปรับลดลง ซึ่ง รมว.พาณิชย์ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัด เข้าไปติดตามดูแลไม่ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นเกินความเหมาะสม” ผู้อำนวยการ สนค. ระบุสำหรับแนวทางดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการติดตามดูแลราคาสินค้า ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส 2. การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตสำรอง 3. การสนับสนุนผู้ส่งออก และบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4. การประสานงานร่วมกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ 5. บทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ 6. การวิเคราะห์ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพราคา ผู้อำนวยการ สนค. ย้ำว่า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะติดลบต่อเนื่องกันถึง 11 เดือนแล้วก็ตาม แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ยังเป็นบวก นอกจากนี้ อัตราการว่างงานไม่ได้อยู่ในระดับสูง รวมถึง GDP ไม่ได้อยู่ในระดับติดลบ ซึ่งทั้งหมดนี้จึงยืนยันเหตุผลที่ว่ายังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดแต่อย่างใด






