
ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวขึ้นในวันนี้ (10 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงและการฟื้นตัวของตลาดวอลล์สตรีท หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าสงครามกับอิหร่านใกล้จะยุติลง
- ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 54,399.08 จุด พุ่งขึ้น 1,670.36 จุด หรือ +3.17%
- ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ระดับที่ 25,804.70 จุด เพิ่มขึ้น 396.24 จุด หรือ +1.56% และ
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ 4,112.62 จุด เพิ่มขึ้น 16.02 จุด หรือ +0.39%
- ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 4.5% และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดบวก 1%
ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงอย่างมากในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากปธน.ทรัมป์กล่าวว่า สงครามอิหร่านจะยุติลง “ในเร็ว ๆ นี้” พร้อมกับคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะลดลง
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขากำลังพิจารณาที่จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับตลาดน้ำมันดิบ โดยเตือนว่า รัฐบาลอิหร่านจะถูกโจมตี “หนักกว่าเดิมยี่สิบเท่า” หากพยายามระงับการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกันปธน.ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการทำสงครามกับอิหร่านใกล้จะสิ้นสุดลง
หุ้นกลุ่มสายการบินดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันร่วงลง โดยหุ้นสายการบิน Air China ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งขึ้นเกือบ 3% ขณะที่หุ้น China Eastern Airlines บวก 2.9% หุ้นสายการบิน China Southern Airlines พุ่งขึ้น 2.85% และหุ้น Singapore Airlines บวก 1.54%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียเช้านี้ สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) รายงานว่า ยอดการส่งออกของจีนในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ปีนี้ พุ่งขึ้น 21.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 7.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญกับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ก็ตาม
ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 19.8% ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 6.3% ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนม.ค.-ก.พ. พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.1362 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 1.796 แสนล้านดอลลาร์
ด้านสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริง ซึ่งปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว ขยายตัว 1.3% ในไตรมาส 4/2568 เมื่อคำนวณเป็นอัตราต่อปี เพิ่มขึ้นจากการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าขยายตัวเพียง 0.2% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนทางธุรกิจและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ตัวเลข GDP ที่แท้จริงในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.3% ซึ่งดีกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าขยายตัว 0.1%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)





