“กรณ์” ออกโรงจี้ ก.ล.ต.-ปปง.แจงปม CAI ฟอกเงินสิงคโปร์ฟันแล้ว แต่ไทยปล่อยหุ้น BCPG ยักย้ายทรัพย์สิน

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องคำชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรณีธุรกรรมต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกองทุน Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในตลาดหลักทรัพย์ และอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อประชาชนจำนวนมาก

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ได้ทำหนังสือแจ้งเตือน ก.ล.ต. และ ปปง. อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.ปีที่แล้ว เพื่อให้ตรวจสอบธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมฟอกเงินและหลอกลวงประชาชน ทั้งนายเบน สมิธ และนางแคทรียา บีเวอร์, นายยิมเลียก และพวก รวมทั้ง Alpha Charter Energy (ACE) และ Capital Asia Investment (CAI) แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานไทย

ขณะที่ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore หรือ MAS) ได้สั่งดำเนินคดีกับกองทุน CAI และผู้บริหารของกองทุนไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่สังคมไทยควรได้รับคำตอบ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดทุนของประเทศไทย

นายกรณ์ ระบุว่า หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งจัดการก่อนที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจะถูกขายหรือโอนถ่ายออกไปก่อนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

ในหนังสือที่นั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงต่อทั้งสำนักงาน ก.ล.ต.และ ปปง. อย่างเจาะจงแล้วว่า นอกจากกองทุน CAI จะเชื่อมโยงกับเครือข่ายเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ตลอดจนมีหลักฐานธุรกรรมควรสงสัยตามเกณฑ์ ปปง. ทุกรายการ ซึ่งเพียงเหตุผลนี้ก็เพียงพอแล้วที่หน่วยงานรัฐควรเข้าไปตรวจสอบ แต่กลับยังปรากฏพฤติการซื้อขายหุ้นอีกหลายรายการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยหนึ่งในหุ้นที่เคยระบุไว้ชัดเจนคือหุ้นของ บมจ. บีซีพีจี (BCPG) รวมถึงหุ้นอื่นๆ เช่น บมจ.ฟินันเซีย เอกซ์ (FSX) ที่มีการเคลื่อนไหวของการถือครองในลักษณะที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้พรรค ปชป.ได้เตือนแล้วว่ามีหุ้นและธุรกรรมหลายรายการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และในวันนี้ก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าเกิดขึ้นจริง ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่หน่วยงานของไทยกลับยังไม่ได้ดำเนินการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้หลอกลวง

ข้อมูลจาก State of Scams in Thailand Report 2025 ระบุว่า คนไทยสูญเสียทรัพย์สินจากกลุ่ม scammer มากกว่า 115,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทรัพย์สินที่สามารถยึดหรืออายัดได้มีมูลค่าต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก

นายกรณ์ กล่าวว่า ในกรณีของหุ้น BCPG พรรคประชาธิปัตย์ได้แจ้งเตือนตั้งแต่ปลายปี 68 แล้วว่า ข้อมูลจากรายงานผู้ถือหุ้น ณ เดือน ก.ย.68 ระบุว่ากองทุน CAI ถือหุ้น BCPG ราว 168.4 ล้านหุ้น หรือ 5.62% และปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี 68 และจนถึงปัจจุบันไม่ได้มีรายงานการขายหลักทรัพย์ผ่านจุด 5% ลงมาแต่อย่างใด แต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 ปรากฏว่าการถือครองหุ้นของ CAI ลดเหลือเพียง 21.237 ล้านหุ้น หรือ 0.71% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการขายหุ้นออกไปเกือบทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่หุ้น BCPG นั้นเป็นทรัพย์สินที่ควรถูกอายัดไว้ตรวจสอบตั้งแต่ต้น เนื่องจากเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามที่พรรคได้ส่งหนังสือแจ้งไว้แล้ว

นอกจากหุ้น BCPG แล้ว พรรค ปชป.ยังได้เสนอหลักฐานการถือครองหุ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน CAI ผ่านบุคคลและนิติบุคคล เช่น การถือผ่าน แคทรียา บีเวอร์ ภรรยานายเบน สมิธ และผ่านบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันอีกหลายรายการ

ในหนังสือของพรรค ปชป.ยังเสนออย่างชัดเจนว่าอย่างน้อยที่สุด ก.ล.ต.ควรใช้มาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติม เช่น กำชับให้มีการตรวจสอบ Enhanced Know Your Customer (Enhanced KYC) เพื่อขยายการตรวจสอบที่มาของเงิน และตรวจสอบ Beneficial Owner หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมผิดปกติของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงควรระงับธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น แต่กลับไม่ได้มีการดำเนินการให้ทันท่วงที ทำให้มีการขายหุ้นออกไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยเฉพาะหุ้น BCPG และพรรค ปชป.ขอยืนยันว่ายังมีหุ้นอีกมากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

ดังนั้น พรรค ปชป.จึงต้องการคำตอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. ว่า

  1. เหตุใดธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ และนำไปสู่การดำเนินคดีโดย Monetary Authority of Singapore ซึ่งมีหลักฐานความผิดปกติปรากฏชัดเจนตั้งแต่หลายเดือนก่อน จึงไม่ได้รับการดำเนินการใดๆ จากหน่วยงานของรัฐ
  2. จากนี้ไป ก.ล.ต.และ ปปง.จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ควรถูกยึดเหล่านี้ ทั้งหมดเพื่อนำมาชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง
  3. มีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดหรือไม่ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที รวมถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพพิเศษ (DSI) ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนบุคคล 6 รายตามฐานความผิด กม.อาญา มาตรา 157 ตามความเกี่ยวโยงกับคดี MOU ของกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการเปิดให้แสกนม่านตาประชาชน 1.2 ล้านคน และเกี่ยวโยงกับนายเบน สมิธ, Prime Opportunity Fund VCC สิงคโปร์ และ Capital Asia Investment

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)