ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ สงครามตอ.กลางตึงเครียด-จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันพุธ (11 มี.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งย่างเข้าสู่วันที่ 12 พร้อมทั้งพิจารณาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

  • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 602.54 จุด ลดลง 3.58 จุด หรือ -0.59%
  • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,041.81 จุด ลดลง 15.55 จุด หรือ -0.19%
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,640.03 จุด ลดลง 328.60 จุด หรือ -1.37% และ
  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,353.77 จุด ลดลง 58.47 จุด หรือ -0.56%

 

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 1.4% หลังถูกกดดันจากหุ้น Rheinmetall ที่ร่วงลง 8% หลังบริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเปิดเผยแนวโน้มอัตรากำไรและกระแสเงินสดอิสระในปี 2569 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์

การปรับตัวลงของหุ้นดังกล่าวยังฉุดให้ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศปรับตัวลง 1.8% ขณะที่ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง 1.2%

กองบัญชาการทหารของอิหร่านระบุว่า โลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังมีเรืออีก 3 ลำถูกโจมตีในบริเวณอ่าวที่ถูกปิดล้อม ขณะที่อิหร่านยิงโจมตีอิสราเอลและเป้าหมายในหลายพื้นที่ของภูมิภาค

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตรงกันข้ามกับความหวังเกี่ยวกับการคลี่คลายสถานการณ์ในวันอังคาร (11 มี.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าสงครามใกล้จะยุติลง ซึ่งช่วยหนุนให้ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568

ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เห็นชอบให้มีการระบายน้ำมันสำรองจำนวน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อพยายามสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 เพิ่มขึ้น 1.6%

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า แม้มาตรการต่าง ๆ อาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ในระยะสั้นได้ แต่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืนยังคงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งและความสามารถในการกลับมาดำเนินการขนส่งของเรือบรรทุกน้ำมันตามปกติ

นโยบายต่าง ๆ อาจไม่เพียงพอ หากการขนส่งน้ำมันในโลกความเป็นจริงยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างน่าเชื่อถือ

สงครามดังกล่าวได้กระทบเส้นทางขนส่งสำคัญผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของการค้าพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะช็อกราคา โดยดัชนี STOXX 600 ร่วงลงแล้วราว 5% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนก.พ.

ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และพร้อมดำเนินมาตรการอย่างรวดเร็ว หากเห็นว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีแนวโน้มฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดการเงินกำลังคาดการณ์ว่า ECB อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะมีการปรับลดเล็กน้อยก่อนที่สงครามจะปะทุ

Barclays เตือนว่า ดัชนี STOXX 600 อาจร่วงลงสู่ระดับประมาณ 550 จุด หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

หุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากแรงเทขาย ปรับตัวลงอีก 0.6%

ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น Legal & General ร่วงลง 6.8% หลังบริษัทประกันรายดังกล่าวรายงานกำไรทั้งปีต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ เยอรมนีรายงานว่าเงินเฟ้อในเดือนก.พ.ชะลอตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 2.0% ขณะที่เงินเฟ้อของสหรัฐฯในเดือนก.พ.ปรับตัวขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ประเด็นดังกล่าวถูกกลบด้วยสถานการณ์สงครามอิหร่าน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)