
กลุ่มประเทศยุโรปประกาศแผนระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน หลังจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น เนื่องจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารของ IEA เปิดเผยเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) ว่า สมาชิกทั้ง 32 ประเทศได้เห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือกับความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันโลกที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของพลังงานและอาหารของโลก ถูกปิดใช้งาน
เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน ราคาก๊าซเพิ่มขึ้นแล้ว 50% ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 27%
ภายหลังการประชุมผ่านวิดีโอของผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ยืนยันว่าจะระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 14.5 ล้านบาร์เรล
ด้านคาเธอรินา ไรเคอ รัฐมนตรีเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี กล่าวว่า เยอรมนีจะระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 19.51 ล้านบาร์เรล พร้อมย้ำว่าประเทศจะดำเนินการตามหลักความเป็นเอกภาพของ IEA
ขณะเดียวกัน อังกฤษเสริมว่าจะระบายน้ำมันจำนวน 13.5 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด เพื่อช่วยปกป้องผู้บริโภคจากภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ประเทศสมาชิก IEA ในยุโรปรายอื่นก็ประกาศมาตรการเช่นกัน โดยเนเธอร์แลนด์จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศจำนวน 5.36 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 20% ของสต็อกทั้งหมด
ทั้งนี้ IEA ระบุว่า ปัจจุบัน สมาชิก IEA ถือครองคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินของรัฐมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันอีกราว 600 ล้านบาร์เรลที่ภาคอุตสาหกรรมเก็บไว้ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐบาล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)




