
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วงลงในวันนี้ (13 มี.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก และอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
- ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 53,587.30 จุด ลดลง 865.66 จุด หรือ -1.59%
- ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,583.55 จุด ลดลง 133.21 จุด หรือ -0.52% และ
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,117.57 จุด ลดลง 11.53 จุด หรือ -0.28%
- ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.3% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 3%
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 9.22% ปิดที่ระดับ 100.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ซึ่งเป็นการปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2565 หลังจาก โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อเป็นเครื่องมือในการกดดันศัตรู พร้อมกับเตือนว่าฐานทัพของสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในตะวันออกกลางควรถูกปิดโดยทันที เพราะฐานทัพเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี หากยังคงเปิดทำการ
ทางด้านคริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมที่จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในขณะนี้ แต่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่จะสามารถคุ้มกันได้ภายในสิ้นเดือนนี้
ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกำลังส่งผลให้อุปทานน้ำมันเผชิญภาวะชะงักงันครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ พร้อมระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียได้ลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยรวมลงอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกือบ 10% ของความต้องการใช้ทั่วโลก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)





