ศบก. เผยยังมีเรือของ PSL ที่จดทะเบียนสัญชาติสิงคโปร์ 2 ลำจอดเทียบท่าใน UAE

นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีการดูแลให้ความช่วยเหลือเรือพาณิชย์ของไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 69 ที่เรือ “มยุรี นารี” โดนโจมตี ซึ่งเรือได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือ และเป็นเหตุให้ลูกเรือต้องตัดสินใจสละเรือใหญ่ ซึ่ง 20 คนได้รับการช่วยเหลือแล้ว ส่วนอีก 3 คน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในห้องเครื่อง ยังอยู่ระหว่างการค้นหาและช่วยเหลือ

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ายังมีเรือไทยตกค้างอยู่ในอ่าวอาหรับ นายกริชเพชร ยืนยันว่า ไม่มีเรือไทยที่ชักธง หรือถือสัญชาติไทยอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่มีเรือของบริษัท บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) ที่จดทะเบียนสัญชาติสิงคโปร์จำนวน 2 ลำ จอดเทียบท่าขนถ่ายสินค้าอยู่ที่สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) โดยลำแรกมีลูกเรือคนไทย 14 คน และลูกเรืออินเดีย 8 คน ส่วนลำที่สอง มีลูกเรือคนไทยทั้งหมด 22 คน ซึ่งทั้งหมดยังคงมีความปลอดภัย

 

พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวว่า สำหรับเรือสัญชาติอื่นที่มีเจ้าของคนไทยอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 ลำ ได้มีการติดตามสถานการณ์รายชั่วโมงมาตลอด และได้จัดทำคำแนะนำวันนี้ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงสถานการณ์ทุ่นระเบิดลอยน้ำ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่พบทุ่นระเบิดลอยน้ำ แต่เรื่องการตรวจสอบในพื้นที่ทำได้ยาก เพราะเรือมีการผ่านเพียง 1 ลำ ที่เหลือจอดอยู่ในท่าทั้งหมด และในพื้นที่มีสภาวการณ์รบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของการกำหนดตำแหน่งที่เรือ อุปกรณ์สื่อสาร ระบบดาวเทียม ดังนั้น การเดินทางเข้าไปในพื้นที่ถือว่ามีความเสี่ยง ซึ่งวานนี้ (12 มี.ค.) องค์การการทะเลระหว่างประเทศ โดยกรมเจ้าท่า ได้ออกมาตรการยกระดับเป็นพื้นที่เสี่ยงที่งดเว้นเข้าพื้นที่ 100% ดังนั้น ไม่มีเรือไทยเข้าพื้นที่เพิ่มเติม จะเหลือเฉพาะเรือบางส่วนเท่านั้น

ด้าน ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ซึ่งมีลูกเรือคนไทยทั้งหมด 23 คน ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยล่าสุดลูกเรือ 20 คนปลอดภัยแล้ว และกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย ขณะที่ลูกเรืออีก 3 คนยังสูญหาย

ในทางการทูต วานนี้ (12 มี.ค.) กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยมาพบ โดยไทยได้ประท้วงสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทย และลูกเรือไทย พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษ และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้แสดงความเสียใจ และจะรายงานการประท้วงสูงสุดของไทยให้เมืองหลวงทราบต่อไป

ทั้งนี้ ไทยยังได้ย้ำความกังวลอย่างยิ่งต่อการลุกลามบานปลายของสถานการณ์ในภูมิภาค และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง ใช้ความยับยั้งชั่งใจ และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูต รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์

นอกจากนี้ วานนี้ (12 มี.ค.) รมว.ต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรมว.ต่างประเทศโอมาน โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมรับฟัง โดยท่านรัฐมนตรี ได้ขอบคุณโอมานที่ให้การช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที และขอให้ฝ่ายโอมานช่วยเร่งดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ซึ่งทางโอมานก็รับปากว่าพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับโอมาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหา และให้การช่วยเหลือต่อไป ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานของไทยยังดำเนินการอย่างเต็มกำลังในการช่วยเหลือ ส่วนลูกเรือ 20 คน ได้รับรายงานว่า บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองคาซัค โอมาน ไปสนามบินมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางเร่งด่วนให้ลูกเรือทั้ง 20 คนแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าลูกเรือจะสามารถเดินทางออกจากเมืองคาซัคได้ในเร็ววัน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านพื้นที่ UAE ก่อนกลับเข้าโอมานอีกครั้ง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดูไบ จึงได้ประสานงานกับประเทศเจ้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านด่านของลูกเรือ

สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในภาพรวมยังมีความรุนแรง ตึงเครียด และเริ่มมีสัญญาณจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะยุติความขัดแย้ง ซึ่งมาพร้อมเงื่อนไขของแต่ละฝ่าย โดยผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกแถลงการณ์ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยย้ำว่า หากไม่มีการปิดฐานทัพสหรัฐฯ อิหร่านจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล และภูมิภาคต่อไป และจะคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม

โดยล่าสุดมีรายงานว่า อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ และยังคงมีการโจมตีเรืออย่างต่อเนื่องนอกชายฝั่ง UAE ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักบางส่วน และทำให้เริ่มมีการหารือถึงมาตรการที่จะควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว

ส่วนในกรอบอาเซียน วันนี้จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทยเพื่อหารือถึงสถานการณ์และผลกระทบต่อภูมิภาค รวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางในการเตรียมความพร้อมของอาเซียนในระยะยาว

สำหรับความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่าน ชุดที่ 2 จะเดินทางกลับถึงไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 34 คน เดินทางถึงไทยแล้ววานนี้ (12 มี.ค.) และกลุ่มที่สอง เมื่อช่วงเช้าวันนี้อีก 30 คน ก็ได้เดินทางถึงไทยแล้วเช่นกัน

ปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ย้ายที่ทำการชั่วคราวไปอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ตุรกี และยังติดต่อประสานงานใกล้ชิดกับคนไทยที่ยังไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)