
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือนก.พ. 69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 23-27 ก.พ.69 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 44.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 44.4
“ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในปัจจุบัน และอนาคต แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชน เห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ปกติ” นายวชิร กล่าว
ทั้งนี้ ผลการสำรวจดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนมี.ค. ดังนั้นความคิดเห็นของภาคธุรกิจ จึงยังไม่ได้สะท้อนต่อสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
– กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 45.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 45.5
– ภาคกลาง อยู่ที่ 44.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.5
– ภาคตะวันออก อยู่ที่ 49.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 49.0
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 42.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 42.0
– ภาคเหนือ อยู่ที่ 45.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 45.5
– ภาคใต้ อยู่ที่ 44.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.9
ปัจจัยด้านบวก ได้แก่
– ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือน
– สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/68 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%
– การส่งออกของไทยเดือน ม.ค. 69 ขยายตัว 24.4% มูลค่าอยู่ที่ 31,573.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 29.35% มีมูลค่าอยู่ที่ 34,876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 3,303.43 ล้านดอลลาร์
– ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศปรับตัวลดลงประมาณ 0.30 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 30.18 และ 30.55 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 29.94 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69
– SET Index เดือน ก.พ. 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 202.64 จุด จาก 1,325.62 ณ สิ้นเดือน ม.ค. 69 เป็น 1,528.26 ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69
– สถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนกัมพูชายุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 68 จนถึงปัจจุบัน
– นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดจีนเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกา
ปัจจัยด้านลบ ได้แก่
– ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และเสถียรภาพทางการเมืองหลังจัดตั้งรัฐบาล
– สถานการณ์เศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงทาให้บรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนยังไม่คึกคัก เนื่องจากรายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
– ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัด
– เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 31.271 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 69 เป็น 31.254 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 ทำให้มีความกังวลว่าจะส่งกระทบในเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
– ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
– ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงสูงขึ้น
– ทิศทางและแนวโน้มของนโยบายของรัฐบาลที่ยังคงไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาโลกที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในการเข้ามาลงทุน
– ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน และอาจทำให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
1. แนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณ และราคาพลังงานโลก
2. สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างงานให้กับคนในประเทศเพิ่มขึ้น
3. สนับสนุน SMEs และแก้ปัญหาหนี้สินที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงยาวมากที่สุด
4. ช่วยจัดการสินค้าเกษตรที่มีผลผลิตออกมา และดูแลราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากรายได้เกษตรกรในหลายภูมิภาค ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดอย่างมาก
5. มาตรการสกัดกั้นสินค้าด้อยมาตรฐาน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและบังคับใช้ภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน
6. แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทาให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว
7. พัฒนาทักษะแรงงานโดยเฉพาะทางด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มีความรู้เท่าทันและปรับตัวในอนาคต
8. การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)







