
นายณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations บมจ.แสนสิริ [SIRI] กล่าวว่า แสนสิริวางโรดแมป 3 ปี (ปี 69-71) ในการใช้ SANSIRI GROWTH INCUBATOR เป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพื่อลงทุนในธุรกิจกลุ่ม Real Sector ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตแบบครบวงจร ประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B), ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle), โรงแรม (Hospitality), สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และการศึกษา (Education)
การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Integrated Living Environment หรือสภาพแวดล้อมแห่งการใช้ชีวิตแบบครบวงจร ที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ ได้ในที่เดียว ภายใต้หลักการ “Constructing Life, Not Just Building”
SIRI มองเห็นว่าธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในกลุ่ม Real Sector คือ Hidden Gem ที่มีศักยภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน แต่อาจติดกับดักด้านการขยายสเกลและเงินทุน ดังนั้น Sansiri Growth Incubator หน่วยธุรกิจใหม่เชิงกลยุทธ์นี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์เร่งสปีดที่จะเข้าไปเอ็มพาวเวอร์ให้แบรนด์ท้องถิ่นกลายเป็น Global Brand ผ่านการช่วยเหลือทางธุรกิจ การช่วยเหลือเชิงกลยุทธ์ การขยายตลาดผ่านฐานลูกค้าคุณภาพสูงของแสนสิริ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียน
“เรามุ่งมั่นใจการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาโครงการไปสู่การพัฒนาชุมชน แทนที่จะสร้างเพียงที่พักอาศัยแบบแยกส่วน เราต้องการสร้างระบบนิเวศที่มีการคัดสรรบริการระดับพรีเมียมเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจและสร้างความแตกต่างให้กับโครงการของแสนสิริ ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี้จะสร้างการยกระดับมูลค่าที่ยั่งยืน และมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งขึ้น” นายณภัทร กล่าว
SANSIRI GROWTH INCUBATOR ตั้งเงินลงทุนไว้ 1 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยลงทุน 3 ปี โดยในปี 69 บริษัทพร้อมเดินหน้าปิดดีลและเริ่มปั้นธุรกิจเข้าพอร์ตโฟลิโออย่างน้อย 5 ธุรกิจแรก ซึ่งบริษัทไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อสนับสนุนเงินทุน แต่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกิจผ่านความเชี่ยวชาญของแสนสิริ การสนับสนุนเชิงธุรกิจ การบริหารงาน การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ และการเปิดตลาดผ่าน Ecosystem ของแสนสิริ เพื่อปลดล็อกเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยอมรับธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย
นายศุภกร คงสมจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment SIRI กล่าวว่า แสนสิริตั้งเป้าคัดเลือกธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ (Unique Brand) เพื่อเข้าไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิดผ่านกลยุทธ์ ISG Framework (Invest, Scale, Grow) ประกอบไปด้วย
การลงทุนอย่างมีวิสัยทัศน่ โดยมองหาธุรกิจที่มี Chemistry และ DNA เดียวกัน (Speed to Market, Attention to Detail, Ownership และ Good Citizen) มุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจระยะ Grow Stage ที่มีผลิตภัณฑ์โดดเด่นและมีเป้าหมายการขยายตัวชัดเจน ซึ่งบริษัทจะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 20% เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
การขยายด้วยพลัง 4 เสาหลัก โดยพร้อมสนับสนุนตั้งแต่การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ไปจนถึงการใช้ระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง (Back-office Empowerment) ทั้งด้านการเงินการจัดซื้อ และกฎหมาย เพื่อเร่งสปีดการเติบโตด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับทำเลและฐานลูกค้าใน Sansiri Community นอกจากนี้ ยังวางแผนสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนเพื่อนำสินค้าและบริการเข้าสู่ Touchpoint ของลูกบ้านโดยตรง
การเติบโตสู่ความยั่งยืน โดยพร้อมปักธงแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสู่การเจริญเติบโตระยะยาว ซึ่งอาจเป็นการร่วมทุนต่อเนื่อง การถอนการลงทุน(Exit Pathway) ที่ชัดเจนภายใน 5-7 ปี ไม่ว่าจะเป็นการขายกิจการ (Private Sell), การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)





