น้ำมัน WTI พุ่งกว่า 3% หลังอิหร่านปิดฮอร์มุซ ตลาดกังวลอุปทานโลกตึงตัว

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (13 มี.ค.) เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า สุดสัปดาห์นี้อาจมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับสถานการณ์สงคราม ซึ่งดำเนินมาแล้วเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 2.98 ดอลลาร์ หรือ 3.11% ปิดที่ 98.71 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 2.68 ดอลลาร์ หรือ 2.67% ปิดที่ 103.14 ดอลลาร์/บาร์เรล

ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 8% และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 11.27%

ในช่วงต้นการซื้อขายของวันศุกร์ ราคาน้ำมันปรับตัวลง หลังมีรายงานที่คลาดเคลื่อนว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอินเดียแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยืนยันว่าเรือลำดังกล่าวออกเดินทางจากโอมานและไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันจึงเริ่มปรับตัวสูงขึ้นและพลิกเป็นบวกก่อนช่วงเที่ยงวัน

เพื่อพยายามลดราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคในปีเลือกตั้ง สหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตระยะเวลา 30 วัน ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ค้างอยู่ในทะเลได้ โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นก้าวหนึ่งในการสร้างเสถียรภาพให้ตลาดพลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน

คิริล ดมิทรีเยฟ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีรัสเซียระบุว่า มาตรการนี้จะเกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบรัสเซียประมาณ 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกเกือบ 1 วัน

นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์รายหนึ่งกล่าวว่า น้ำมันรัสเซียมีผู้ซื้ออยู่แล้ว มาตรการนี้ไม่ได้เพิ่มปริมาณน้ำมันใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ช่วยลดอุปสรรคบางประการในการซื้อขาย

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นว่าสงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อ โดยความกังวลหลักคือความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้อุปทานหายไปในระยะยาว

การประกาศเกี่ยวกับน้ำมันรัสเซียมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะระบายน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

แผนดังกล่าวดำเนินการร่วมกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งตกลงที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์รวมเป็นสถิติสูงสุด 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งรวมถึงส่วนของสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก IG ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความหวังที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากการปล่อยน้ำมันของ IEA ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว หลังความเสี่ยงในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง

อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านระบุว่า อิหร่านจะเดินหน้าสู้ต่อไป และจะยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดดันสหรัฐฯ และอิสราเอล

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิรักเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า เรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลำในน่านน้ำอิรักถูกโจมตีด้วยเรือของอิหร่านที่บรรทุกวัตถุระเบิด ขณะที่เจ้าหน้าที่อิรักรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐว่า ท่าเรือน้ำมันของประเทศได้หยุดดำเนินการทั้งหมดแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามกับอิหร่าน แต่การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มีความสำคัญมากกว่า

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันอ้างอิงทั้งสองชนิดพุ่งขึ้นมากกว่า 9% ในวันพฤหัสบดี และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2565

โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) คาดการณ์ในวันศุกร์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์โดยเฉลี่ยในเดือนมี.ค.จะสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ในเดือนเม.ย. เนื่องจากราคาพลังงานยังคงผันผวนจากสงครามอิหร่าน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นักวิเคราะห์จาก LSEG กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้รับแรงหนุนมากกว่า WTI เนื่องจากยุโรปมีความเปราะบางต่อความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่า ขณะที่สหรัฐฯ สามารถลดความเสี่ยงได้จากการผลิตภายในประเทศ

อีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดอาจยืดเยื้อคือมีรายงานว่า อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดประมาณ 12 ลูกในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้การเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้กลับมาใช้งานตามปกติทำได้ยากขึ้น

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 69)