สภาพัฒน์ฯ ประเมินหากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือนไทยเสี่ยงเกิด Stagflation น้ำมันขึ้นทุก 1 บาทกด GDP ลง 0.02%

ดนุชา พิชยนันท์ (ภาพ:Thaigov)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ประเมินผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางในด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดการเงินเป็น 3 สมมติฐาน ได้แก่

– สมมติฐานที่ 1 หากเหตุการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (กลางมี.ค.-สิ้นเม.ย.) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค

กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ที่ 58-68 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1%

อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง ราคาน้ำมันก็อาจจะยังสูงไปอีกระยะหนึ่ง ประเทศต่างๆ ที่ระบายน้ำมันสำรองออกมาก็ต้องหาน้ำมันกลับเข้าไป ซับพลายในระดับโลกคงลดลงจากเดิม เมื่อซับพลายโลกลดลงดีมานเพิ่มขึ้นราคาก็คงต้องปรับขึ้น แต่คงไม่สูงเท่าช่วงมีเหตุการณ์ แต่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อ GDP ได้ เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับไปอย่างไร เหตุการณ์ยังไม่นิ่ง

– สมมติฐานที่ 2 เหตุการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน เสี่ยง Stagflation หรือ สถานการณ์ที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจหยุดชะงัก หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation

กรณีนี้ประเมินราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9%

– สมมติฐานที่ 3 คือ การเกิดสงครามขนาดใหญ่และใช้เวลายาวนาน แต่เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%

 

นายดนุชา ระบุว่า ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ เรื่องราคาพลังงาน ซึ่งจะมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จะต้องเข้าไปดูแลก่อน คือ 1.ภาคเกษตรที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตร/ปี 2.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตาและก๊าซประมาณ 1,600 ล้านลิตร/ปี และ 3.ภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตร/ปี

หากกลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบก็จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งจากการประเมิน GDP ของไทยเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทจะกระทบ GDP ให้ลดลงประมาณ 0.02% ยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล นายดนุชา กล่าวว่า จะเป็นการปรับเป็นขั้นตอน ไม่ได้ปรับขึ้นรวดเดียว เพราะหากย้อนไปดูในอดีต เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมันในประเทศก็ไม่ได้มีการปรับขึ้นทีเดียว 1-2 บาท แต่จะพิจารณาปรับเป็นหลักสตางค์เท่านั้น เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนและภาคธุรกิจ

ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินไปค่อนข้างมากจึงต้องมีการปรับเพดานราคาน้ำมันขายปลีกขึ้นมา เพื่อลดภาระกองทุนฯ เพราะสุดท้ายภาระเงินกองทุนฯ ที่เป็นหนี้จะกลับไปเป็นหนี้สาธารณะ และจะกระทบฐานะทางการคลัง

ขณะที่มาตรการกู้เงิน หรือ การลดภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินได้ ต้องรอรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาปลดล็อกสถานะทางการคลังต่อไป

นายดนุชา กล่าวว่า ระหว่างนี้ภาครัฐควรต้องเตรียมมาตรการรองรับเบื้องต้น ได้แก่ ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น, จัดโครงการช่วยลดค่าครองชีพ เช่น โครงการธงฟ้า, ดูแลต้นทุนภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล รวมถึงประสานด้านการค้าระหว่างประเทศเพื่อรักษาช่องทางส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ซึ่งยังเป็นความต้องการหลักของตลาดโลก โดยช่วยประสานงานในตะวันออกกลางให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อส่งสินค้าประเภทให้ผ่านไปได้เพื่อช่วยภาคธุรกิจ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)