
นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้เดินหน้าบวกต่อเนื่องหลังตลาดเริ่มคลายกังวลสงคราม คาดหวังสถานการณ์ดีขึ้นใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า รวมทั้งรับอานิสงส์โมเมนตัมทางเทคนิคหลังผ่านแนวต้านสำคัญ 1,430 จุดได้ แนะจับตาถ้อยแถลงภายหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คืนนี้ โดยให้กรอบแนวรับ 1,430 จุด แนวรับถัดไป 1,420 จุด แนวต้าน 1,450 – 1,466 จุด
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนเอฟเอสเอสอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งในแดนบวก เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนภาพรวมดูผ่อนคลาย เนื่องจากตลาดเริ่มลดความอ่อนไหวต่อประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง โดยคาดหวังว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าตามรายงานข่าวจากฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ในทางเทคนิค ดัชนีสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,430 จุดขึ้นมาได้เมื่อวานนี้ ส่งผลให้โมเมนตัมในระยะสั้นยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีแกว่งตัวในแดนบวกได้ต่อ
สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คืนนี้ คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ย แต่โฟกัสที่ถ้อยแถลงและมุมมองของประธานเฟดเพื่อติดตามการส่งสัญญาณแกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ หากมีสัญญาณเชิงลบอาจกลับมากดดันตลาดได้ รวมถึงต้องจับตาดู Dot Plot ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากรอบก่อนหน้ามากน้อยเพียงใด
กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตที่ซื้อสะสมไว้ในช่วงตลาดขาลง โดยเฉพาะหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำต่อภาวะเงินเฟ้อแบบ Stagflation แนะนำให้ถือต่อ ส่วนการเข้าซื้อใหม่ แนะนำให้รอจังหวะที่ดัชนีย่อตัว รอติดตามพัฒนาสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร
โดยให้กรอบแนวรับ 1,430 จุด แนวรับถัดไป 1,420 จุด แนวต้าน 1,450 – 1,466 จุด
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (17 มี.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 46,993.26 จุด เพิ่มขึ้น 46.85 จุด หรือ +0.10%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,716.09 จุด เพิ่มขึ้น 16.71 จุด หรือ +0.25% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,479.53 จุด เพิ่มขึ้น 105.35 จุด หรือ +0.47%
- ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดบวก ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 54,148.84 จุด เพิ่มขึ้น 448.45 จุด หรือ +0.84%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,923.03 จุด เพิ่มขึ้น 54.49 จุด หรือ +0.21% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,053.31 จุด เพิ่มขึ้น 3.40 จุด หรือ +0.08%
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (17 มี.ค.) 1,433.88 จุด เพิ่มขึ้น 28.86 จุด (+2.05%) มูลค่าซื้อขาย 71,255.39 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (17 มี.ค.) 2,441.88 ล้านบาท
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. (17 มี.ค.) เพิ่มขึ้น 2.71 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 96.21 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (17 มี.ค.) อยู่ที่ -6.05 เหรียญ/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 32.36 แกว่งแคบ ตลาดรอปัจจัยใหม่ จับตาประชุมเฟด-ความขัดแย้งตอ.กลาง
- “รัฐบาล” ขยับเพดานดีเซล เป็น 33 บาท ประกาศทยอยขึ้นครั้งแรก 50 สตางค์ สั่งรายกระทรวงทำมาตรการ ช่วยเหลือ 3 กลุ่ม “เกษตร-กลุ่มเปราะบาง-เอสเอ็มอี” สศช.รายงาน ครม. 3 ฉากทัศน์ รับมือน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง ดีเซลขึ้น 1 บาท กระทบจีดีพี 0.02% ชี้กรณีจบเร็วใน 1 เดือน กระทบกับเงินเฟ้อ 1% กรณียืดเยื้อเกิน 3 เดือน ดันน้ำมันเกิน 120 ดอลลาร์ เศรษฐกิจโลกถดถอย
- ส.อ.ท. กาง 3 ฉากทัศน์รับมือวิกฤตฮอร์มุซ หวั่นดีเซลพุ่งเกิน 4 บาท ทุบเศรษฐกิจซ้ำ เตือนอุตสาหกรรมใช้พลังงานเข้มข้นอ่วม ต้นทุนขนส่งจ่อทะยาน 20% ดันเงินเฟ้อแตะ 6% ทำค่าครองชีพพุ่ง ขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติก ต้นทุนพุ่ง 50-80% ส่อขาดแคลนวัตถุดิบ วัสดุก่อสร้างจ่อขึ้นยกแผง 15% เอกชนจี้รัฐเร่งหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง-ขยายสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง
- วิกฤตหนัก สินค้าจ่อปรับราคาขึ้น หลังสงครามตะวันออกกลางลามหนักกระทบห่วงโซ่อุปทานไทยรอบด้าน SME ร้านค้า ร้านอาหารแผงลอยแบกรับหลังแอ่น ‘ยักษ์ยูนิลีเวอร์’ ส่งสัญญาณปรับราคา เม.ย.นี้ ห้างค้าปลีกเร่งสต็อกสินค้า ขณะอีคอมเมิร์ซ-ดีลิเวอรี่ สุดอั้นปรับขึ้นค่าธรรมเนียม
- ต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทยในรอบ 8 วัน กว่า 2,431 ล้านบาท ดันดัชนีปิดพุ่ง 28.85 จุด “อัสสเดช” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ เหตุเศรษฐกิจแกร่ง ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยเป็นบวก 7-8% นับจากต้นปี 69 สูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย
- ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ประเมินแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 69 ทรงตัวถึงติดลบ 0.5-1% จากปี 68 เหตุพิษสงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ-ต้นทุนพลังงาน บวกผู้ซื้อชะลอตัดสินใจ หันถือเงินสดมากขึ้น ขณะที่สิ้นปี 68 มีจำนวนหน่วยสินค้าเหลือขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 71,754 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 1.13 ล้านล้านบาท
- “โสภณ ซารัมย์” มั่นใจ วันโหวตนายกฯ (19 มี.ค.) ไม่วุ่นวาย ยึดข้อบังคับ-ทำงานเที่ยงธรรม พร้อมเตรียมพิจารณาปรับสวัสดิการ สส. ตามข้อเท็จจริง-ยุคข้าวยากหมากแพง “โสภณ” นิมนต์ 10 เกจิ ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ พร้อมขอ “ขรก.สภาฯ” ช่วยทำงานลบภาพลักษณ์ไม่ดีออกไป
- วิกฤติปิโตรเคมีโลกเริ่มกระทบไทยเม็ดพลาสติกขาดตลาด-ต้นทุนพุ่ง เผยตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตหลักทำให้ต้นทุนเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มปรับขึ้น 30% ทำให้ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกขยับ 10-20% ขณะที่ค่าระวางเรือและค่าประกันสินค้าปรับเพิ่มขึ้น 50-140%
หุ้นเด่นวันนี้
- PTTGC (กสิกรไทย) “เก็งกำไร” ราคาพื้นฐาน 35 บาท คาดหวังราคาหุ้นฟื้นจากผลกระทบสงครามสัปดาห์ก่อน ประเมินผลกระทบแง่ supply risk น้อยกว่าผู้เล่นรายอื่น เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มตะวันออกกลางเพียง 12% ที่เหลือนำเข้าจากแหล่งอื่น ขณะที่ TOP,SPRC,IRPC นำเข้าจากตะวันออกกลาง 70-90% มอง PTTGC จะได้ประโยชน์ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจากสงครามและมีปัญหาน้อยสุดในการรักษาระดับการกลั่น โดย EBITDA โรงกลั่นราว 30% ในปี 68 แม้ยังเสี่ยง spread ปิโตรถูกกดดันจากต้นทุนเพิ่มและความอ่อนแอเศรษฐกิจ แต่เชื่อเกิด capacity rationalization เร็วขึ้น ประกอบกับวันที่ 1 เม.ย.เป็นวันแรกที่จีนจะตัด Export Tax rebate จาก 9-13% เหลือ 0% ส่งผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีนลดลง
- GULF (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 67.50 บาท มองเป็นหนึ่งในหุ้นที่กระทบจำกัดจากราคาพลังงานปรับขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็น IPP สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ รวมถึงมีส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC เป็นอีกฐานกำไรหลัก ระยะสั้นกำไรไตรมาส 1/69 คาดยังแกร่งต่อเนื่องจากกำลังการผลิตโซลาร์ใหม่ที่ COD ปลายปี 68 ขณะที่กำไร ADVANC ยังแข็งแกร่ง คาดกำไรปี 69 +28% y-y หากสงครามคลี่คลายคาด GULF ยังเป็นเป้าหมายของกระแสเงินทุนต่างชาติ ระยะยาวได้แรงหนุนจาก Theme Infra-Tech
- KTB (พาย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท มุมมองบวกต่อความสามารถทำกำไรระยะยาวสูงขึ้น ประเมินด้วยวิธี GGM (ROE 10%,Terminal growth 2%) อิง 1.0x PBV’26E KTB มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการรักษา ROE ระดับ 2 หลักที่เรามองว่ามีศักยภาพในการบรรลุเป้าหมาย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)





