
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นเดินทางถึงสหรัฐฯ แล้วในวันพุธ (18 มี.ค.) เพื่อเข้าร่วมการเจรจาระดับสูงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตอกย้ำสถานะของญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรที่ขาดไม่ได้ของสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์กำลังให้ความสำคัญกับตะวันออกกลางท่ามกลางการทำสงครามกับอิหร่าน
ทาคาอิจิได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยกล่าวกับนักข่าว ณ กรุงโตเกียวก่อนเปิดฉากทริปเยือนสหรัฐฯ ระยะเวลา 3 วันว่า เธอหวังว่า จะได้รับการยืนยันถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคีกับทรัมป์ในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่ความมั่นคงไปจนถึงเศรษฐกิจ
ทาคาอิจิกล่าวว่า “สันติภาพและเสถียรภาพโลกกำลังถูกคุกคาม ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและความมั่นคงทางพลังงาน” และ “หากสถานการณ์ที่ไร้เสถียรภาพในปัจจุบันดำเนินต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะยิ่งยากลำบากสำหรับทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯ และทั้งโลก”
เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ในการพบปะกัน ณ ทำเนียบขาวในวันนี้ (19 มี.ค.) ทาคาอิจิและทรัมป์จะหารือกันถึงแนวทางในการส่งเสริมความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้น
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า แม้ว่าทรัมป์มีความตึงเครียดกับหลายประเทศจากนโยบายภาษีศุลกากรที่ก้าวร้าว แต่คาดว่าผู้นำทั้งสองจะยืนยันการดำเนินการตามข้อตกลงทวิภาคีที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ญี่ปุ่นให้คำมั่นที่จะจัดสรรงบประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนในโครงการต่าง ๆ ภายในสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงด้านพลังงาน แร่ธาตุสำคัญ เซมิคอนดักเตอร์ และการต่อเรือ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่รัฐบาลทรัมป์ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น
แหล่งข่าวจากรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ข้อตกลงการลงทุนชุดที่สองซึ่งจะมีการประกาศในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ อาจมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านเยน (6.3 หมื่นล้านดอลลาร์)
การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกของทาคาอิจินับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว และเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ภายหลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของเธอได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายเป็นประวัติการณ์ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานอำนาจทางการเมืองของเธอ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)





